Sahawatthanakit (1988) Co., Ltd.
SAHAWATTHANAKIT(1988) · Make It Smart
กลับไปดูบทความทั้งหมด
Sahawatthanakit (1988) Engineering Team

Solar On-Grid vs Hybrid สำหรับโรงงาน — เลือกอย่างไรให้คุ้มค่าสูงสุด

เปรียบเทียบระบบ Solar On-grid, Hybrid และ Off-grid สำหรับโรงงานและคลังสินค้าในไทย — ต้นทุน, ROI ตาม scale การผลิต, กฎ Net Metering (NEM) ของ กฟภ./กฟน. และเมื่อไหร่ที่แต่ละระบบคุ้มค่า

solarโซลาร์on-gridhybridโรงงานPEAMEANEMnet meteringsolar rooftop
แผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาโรงงานอุตสาหกรรมในประเทศไทย

Photo by Unsplash

สรุป (TL;DR)

เปรียบเทียบระบบ Solar On-grid, Hybrid และ Off-grid สำหรับโรงงานและคลังสินค้าในไทย — ต้นทุน, ROI ตาม scale การผลิต, กฎ Net Metering (NEM) ของ กฟภ./กฟน. และเมื่อไหร่ที่แต่ละระบบคุ้มค่า

โรงงานที่ผมคุยกันในตลาดอุตสาหกรรมไทยส่วนใหญ่ถามคำถามเดียวกัน: "ลงโซลาร์ประหยัดจริงไหม ควรเลือก On-grid หรือ Hybrid?"

คำตอบขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัย — ขนาดไฟฟ้าที่ใช้ รูปแบบ load profile (ใช้ไฟเวลาไหน) และนโยบาย Net Metering ของ กฟภ./กฟน. บทความนี้แยกแยะทุกตัวเลือกให้ชัด

3 ระบบหลักของ Solar Rooftop

1. On-Grid (Grid-Tie) — เชื่อมต่อสายส่งตลอดเวลา

[แผงโซลาร์] → [Inverter On-Grid] → [แผงไฟฟ้าโรงงาน] → ใช้งาน
                                              ↓ เหลือ
                                    [กฟภ./กฟน.] ← (ขายเข้าระบบ NEM)

หลักการ: ระบบผลิตไฟจากแผงโซลาร์ — ถ้าผลิตน้อยกว่าที่ใช้ ดึงจากสายส่งปกติ ถ้าผลิตเกิน ส่งขายกลับเข้าระบบ

ข้อดี:

  • ต้นทุนต่ำที่สุด — ไม่มีแบตเตอรี่ ค่าติดตั้งต่อ kWp ต่ำกว่า Hybrid ~30-50%
  • ROI เร็วที่สุด — 4-7 ปี สำหรับโรงงานใช้ไฟกลางวัน
  • ไม่ต้องดูแลแบตเตอรี่ — อายุการใช้งานระบบ 25+ ปี
  • เหมาะกับโรงงานที่ทำงานกลางวัน — ไฟจากโซลาร์ตรงกับ peak production

ข้อเสีย:

  • ไฟดับ = ระบบโซลาร์ดับ — inverter on-grid ต้องมีสายส่งเป็น reference ก่อน output ไฟ (anti-islanding protection ตาม IEC 62116)
  • ไม่มี backup ไฟฟ้าตอนสายส่งขัดข้อง
  • ต้องพึ่งนโยบาย NEM ของ กฟภ./กฟน. สำหรับไฟที่ผลิตเกิน

2. Hybrid (Grid + Battery)

[แผงโซลาร์] → [Hybrid Inverter] → [แผงไฟฟ้าโรงงาน] → ใช้งาน
                      ↑↓                    ↑
                 [แบตเตอรี่] ←→ [กฟภ./กฟน.] ← NEM เมื่อเหลือ

หลักการ: เก็บไฟส่วนเกินลงแบตเตอรี่ก่อน ค่อยส่งขาย NEM เมื่อแบตเต็ม ตอนสายส่งขัดข้องใช้แบตเตอรี่เป็น backup

ข้อดี:

  • Backup ไฟฟ้า — ระบบสำคัญยังทำงานได้แม้สายส่งดับ
  • Self-consumption สูงขึ้น — ใช้ไฟที่ผลิตเองได้มากขึ้น ไม่ต้องรอ NEM rate
  • Time-of-use arbitrage — ถ้า กฟน./กฟภ. มีค่าไฟ TOU (Time-of-Use) ชาร์จแบตตอนไฟถูก ใช้ตอนไฟแพง
  • เหมาะโรงงาน process ที่ต้องการ UPS — แบตเตอรี่ช่วยทำหน้าที่คล้าย UPS

ข้อเสีย:

  • ต้นทุนสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ — แบตเตอรี่ LFP (Lithium Iron Phosphate) ราคา ฿8,000-15,000/kWh
  • แบตเตอรี่ต้องเปลี่ยน — อายุใช้งาน 8-15 ปี (LFP ดีกว่า lead-acid มาก แต่ก็มีค่าทดแทน)
  • ROI ช้ากว่า — 7-12 ปีตาม application
  • ต้องการ BMS (Battery Management System) ที่ดีเพื่อความปลอดภัย

3. Off-Grid — ไม่ต่อสายส่ง

เหมาะสำหรับ: พื้นที่ห่างไกลที่ไม่มีสายส่ง หรือการขยาย facility ออกไปนอกเขต กฟภ.

ไม่แนะนำสำหรับโรงงานทั่วไปในไทย เนื่องจาก:

  • ต้องมีแบตเตอรี่ backup ขนาดใหญ่มาก (ขนาด 2-3 วัน)
  • ต้องมี generator เป็น backup ของ backup
  • ต้นทุนสูงมาก
  • โรงงานส่วนใหญ่ในไทยมีสายส่ง กฟภ./กฟน. อยู่แล้ว

นโยบาย Net Metering (NEM) ในไทย 2026

Net Metering คือการที่ไฟฟ้าที่ผลิตเกินส่งขายกลับเข้าระบบ กฟภ./กฟน. และนับหักกับค่าไฟที่ใช้จากสายส่ง

กฎหลักปี 2026

รายละเอียด กฟภ. (PEA) กฟน. (MEA)
โครงการ VSPP (Very Small Power Producer) Net Metering MEA
ขนาดสูงสุด ≤ 10 MW ต่อราย ≤ 1 MW ต่อราย
ประเภทผู้ใช้ ธุรกิจ/อุตสาหกรรม ทุก tariff ธุรกิจ/อุตสาหกรรม
อัตรารับซื้อ (FiT/NEM) ~฿2.20/kWh (ณ 2026) ~฿2.20/kWh
ค่าไฟที่ประหยัด (ถ้าใช้เอง) ~฿4.00-6.00/kWh ~฿4.00-6.00/kWh
Settlement รายเดือน (net หักกัน) รายเดือน

Key insight: ใช้เองดีกว่าขายเสมอ

อัตรารับซื้อไฟฟ้า NEM (฿2.20/kWh) ต่ำกว่าค่าไฟที่ซื้อมา (฿4.00-6.00/kWh สำหรับอุตสาหกรรม) เกือบ 2 เท่า — ดังนั้น การออกแบบระบบให้ self-consumption สูงสุดจะให้ ROI ดีที่สุด

โรงงานที่ทำงานกลางวัน (6:00-18:00) จะ self-consume ได้มากกว่าโรงงานที่ทำงานกลางคืน

ขั้นตอนขอเชื่อมต่อระบบ

  1. ยื่นคำขอ ต่อ กฟภ./กฟน. ในพื้นที่ พร้อม one-line diagram + spec inverter
  2. รอการอนุมัติ — 30-90 วัน (ขึ้นกับขนาดระบบและ capacity ของสายส่งในพื้นที่)
  3. ติดตั้งมิเตอร์ bidirectional โดย กฟภ./กฟน. (มีค่าใช้จ่าย)
  4. ทดสอบและรับรอง ก่อนเดินระบบ
  5. เซ็นสัญญา VSPP และเริ่ม billing cycle

ROI Calculator: กรณีตัวอย่าง

Case 1: โรงงานประกอบ ขนาดกลาง (demand 100 kW, ทำงาน 8 ชั่วโมง/วัน กลางวัน)

On-Grid 100 kWp:

  • ค่าติดตั้ง: ~฿2,500,000 (฿25,000/kWp รวม labor + mounting)
  • ผลิตได้: ~140,000 kWh/ปี (capacity factor ~16% สำหรับไทย)
  • Self-consume: 120,000 kWh/ปี (₅ฟ.4.50/kWh) = ฿540,000/ปี
  • ขาย NEM: 20,000 kWh × ฿2.20 = ฿44,000/ปี
  • รวมประหยัด: ~฿584,000/ปี
  • Payback: ~4.3 ปี
  • ROI 25 ปี: ~฿12 ล้าน (net, หักค่าติดตั้ง)

Hybrid 100 kWp + 100 kWh LFP battery:

  • ค่าติดตั้งเพิ่ม: ~฿1,200,000 (แบตเตอรี่ + hybrid inverter)
  • ค่าติดตั้งรวม: ~฿3,700,000
  • ประหยัดเพิ่มจาก backup: ขึ้นกับว่า กฟภ./กฟน. ดับบ่อยแค่ไหน
  • Payback: ~6.3 ปี

สรุป Case 1: On-Grid ดีกว่าสำหรับโรงงานที่ไม่ต้องการ backup


Case 2: โรงงานที่ process ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง (demand 200 kW)

  • Load profile: ใช้ไฟ 200 kW ต่อเนื่อง ไม่มีหยุด
  • Solar ผลิตได้แค่ช่วงกลางวัน 6-8 ชั่วโมง
  • Self-consume ratio ต่ำ — Solar ผลิตได้ไม่เกิน 30-40% ของ total consumption
  • NEM rate ต่ำกว่าค่าไฟ — ขายส่วนเกินได้น้อย

แนะนำ: On-Grid ขนาดเล็ก (เพื่อลดค่าไฟช่วงกลางวัน) + พิจารณา Hybrid ถ้าต้องการ peak shaving


Case 3: โรงงานที่ค่าไฟแพงมาก (demand charge สูง)

โรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มี demand charge สูง (ค่า kVA peak):

  • Hybrid + battery เพื่อ peak shaving — ลด peak demand ช่วง 09:00-22:00
  • แบตเตอรี่ช่วย shave peak ลด kVA สูงสุด → ลดค่าไฟ demand charge อย่างมีนัย

ต้นทุนและขนาด: Quick Guide 2026

ขนาดระบบ On-Grid (฿) Hybrid (฿) ประหยัด/ปี (est.) Payback On-Grid
20 kWp 500,000 800,000 ~฿120,000 ~4 ปี
50 kWp 1,250,000 1,800,000 ~฿280,000 ~4.5 ปี
100 kWp 2,500,000 3,700,000 ~฿584,000 ~4.3 ปี
200 kWp 4,800,000 7,000,000 ~฿1,100,000 ~4.4 ปี
500 kWp 11,000,000 17,000,000 ~฿2,600,000 ~4.2 ปี

ราคาโดยประมาณ รวมแผง, inverter, mounting, สาย, labor และ permit. ขึ้นกับประเภทหลังคาและระยะสายไฟ

ปัจจัยที่ผมมักพลาดในการเลือก

  1. Load profile ไม่ตรงกับ Solar curve — Solar ผลิตสูงสุด 10:00-15:00 ถ้าโรงงานหยุดช่วงนี้ (เช่น กะกลางคืน) self-consume ต่ำมาก ROI จะยาวนาน

  2. หลังคาไม่รับน้ำหนัก — แผงโซลาร์ + mounting ~15-25 kg/m² ต้องตรวจโครงสร้างหลังคาก่อน

  3. ทิศและมุมเอียง — หลังคาแบน (flat) และหลังคาเอียงทิศใต้ ผลิตได้มากสุด หลังคาทิศเหนือล้วน output ลดลง ~15-25%

  4. Inverter warranty และ service — Inverter อายุ 10-15 ปีแต่เป็นชิ้นส่วนที่ต้องการ service มากที่สุด เลือก brand ที่มี service center ในไทย (Huawei, SMA, Fronius, Delta มี)

  5. Shading analysis — ต้นไม้, อาคารข้างเคียง, water tower, cooling tower — ร่มเงาเพียงเล็กน้อยอาจลด output cll 15-30% ถ้าไม่ใช้ micro-inverter หรือ optimizer

สรุป: เมื่อไหร่เลือกอะไร

เลือก On-Grid เมื่อ:

  • โรงงานทำงานกลางวัน (06:00-18:00) เป็นหลัก
  • ไม่ต้องการ backup ไฟฟ้า (สายส่งเชื่อถือได้)
  • ต้องการ payback เร็วที่สุด
  • Budget จำกัด

เลือก Hybrid เมื่อ:

  • โรงงานมี process สำคัญที่ไม่ทนไฟดับได้แม้ชั่วคราว
  • ค่าไฟ TOU และต้องการ peak shaving
  • สายส่งในพื้นที่ไม่เสถียร (ตัดบ่อย)
  • มี budget เพิ่มเติมสำหรับ ROI ระยะยาว

ยังไม่ต้องลงทุน เมื่อ:

  • Load profile ส่วนใหญ่เป็นกลางคืน (self-consume < 30%)
  • หลังคาไม่รับน้ำหนัก หรือ shading มาก
  • กำลังจะย้ายหรือขยายโรงงานในอีก 5 ปี

สหวัฒนกิจ (1988) รับงานสำรวจและออกแบบระบบ Solar สำหรับโรงงานและคลังสินค้า พร้อมประเมิน ROI จาก load data จริงของท่าน — ติดต่อทีมวิศวกรรมเพื่อนัดสำรวจหน้างาน

แชร์:LINEFacebook
บริการที่เกี่ยวข้อง

ต้องการให้ทีมช่วยเหลือเรื่องนี้?

ทีมงานรับเสนอราคา + จัดส่ง + ติดตั้งครบวงจรในหัวข้อที่บทความนี้พูดถึง — ใบเสนอราคาฟรี ภายใน 2 ชั่วโมง

เปรียบเทียบ — ตัดสินใจซื้อ

ตารางเปรียบเทียบที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง