Sahawatthanakit (1988) Co., Ltd.
SAHAWATTHANAKIT(1988) · Make It Smart
กลับไปดูบทความทั้งหมด
Sahawatthanakit (1988)9 นาที

เงินจมในงานที่ทำเสร็จแล้ว — ต้นทุนการรอเงินที่ต้องบวกกลับเข้าราคา

ให้เครดิต 90 วันไม่ได้แพงที่ดอกเบี้ย แต่แพงที่เงินก้อนที่ต้องมีสำรองไว้หมุน — คำนวณเงินจมของธุรกิจที่ขายเป็นงาน หักเครดิตที่เจ้าหนี้ออกให้ และวิธีบวกกลับเข้าราคาตั้งแต่ตอนเสนอ

job-costingworking-capitalcredit-termscashflowpricingsmesales-management
สรุป (TL;DR)

ให้เครดิต 90 วันไม่ได้แพงที่ดอกเบี้ย แต่แพงที่เงินก้อนที่ต้องมีสำรองไว้หมุน — คำนวณเงินจมของธุรกิจที่ขายเป็นงาน หักเครดิตที่เจ้าหนี้ออกให้ และวิธีบวกกลับเข้าราคาตั้งแต่ตอนเสนอ

บทความนี้เป็นหลักการบัญชีบริหารเพื่อประกอบการตัดสินใจ ไม่ใช่คำแนะนำทางบัญชี ภาษี หรือการเงินเฉพาะราย อัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขวงเงินของแต่ละกิจการต่างกัน ควรใช้อัตราจริงจากสัญญาของคุณเอง

งานจบแล้ว ลูกค้าพอใจ แต่เงินยังไม่เข้า

ธุรกิจที่ขายเป็นงานเจอเรื่องนี้ทุกราย — งานเสร็จ ส่งมอบเรียบร้อย วางบิลแล้ว แล้วรออีก 60–90 วัน

ระหว่างที่รอ เงินค่าวัสดุที่คุณควักไปแล้วไม่ได้กลับมา และงานถัดไปก็ต้องควักอีกก้อน

คนส่วนใหญ่รู้ว่า "การให้เครดิตมีต้นทุน" แต่ไปคิดผิดที่ — ไปคิดที่ดอกเบี้ย ทั้งที่ตัวที่ทำให้สะดุดจริงคือเงินก้อนที่ต้องมีสำรองไว้


ตัวเลขที่คนคิด: ดอกเบี้ย

ใช้ตัวอย่างเดียวกันทั้งคลัสเตอร์ — งานหนึ่ง ค่าวัสดุ ฿38,000 + ค่าขนส่ง ฿4,000 = เงินสดที่ควักออกไป ฿42,000

สูตรมีบรรทัดเดียว:

ต้นทุนการรอเงิน = เงินที่ควักออกไป × (อัตราต่อปี ÷ 365) × จำนวนวันที่รอ

ที่อัตรา 7.5% ต่อปี:

เงื่อนไข วันที่เราออกเงินเอง ต้นทุนการรอ
ลูกค้า 60 วัน · เจ้าหนี้ไม่ให้เครดิต 60 วัน ฿468
ลูกค้า 60 วัน · เจ้าหนี้ให้ 30 วัน 30 วัน ฿234
ลูกค้า 90 วัน · เจ้าหนี้ให้ 30 วัน 60 วัน ฿468

บนราคาเสนอ ฿88,308 — ฿468 คือ 0.53%

ถ้าหยุดอ่านตรงนี้ คุณจะสรุปว่า "ไม่เท่าไหร่" และนั่นคือข้อสรุปที่ทำให้หลายกิจการประหลาดใจในภายหลัง


ตัวเลขที่ทำให้สะดุดจริง: เงินก้อนที่ต้องมี

คำถามที่สำคัญกว่าไม่ใช่ "ดอกเบี้ยเท่าไหร่" แต่คือ "ต้องมีเงินเท่าไหร่ถึงจะหมุนธุรกิจนี้ได้"

จากชั่วโมงที่ขายได้จริง 416 ชม./เดือน และงานละ 24 ชั่วโมง ⇒ ประมาณ 17 งานต่อเดือน

ควักเงินสดออกต่อเดือน = 17 งาน × ฿42,000 ≈ ฿728,000

ลูกค้าจ่ายที่ เงินที่จมอยู่ตลอดเวลา
30 วัน ฿728,000
60 วัน ฿1,456,000
90 วัน ฿2,184,000

นี่คือเงินที่ต้องมีอยู่ในระบบตลอดเวลา ไม่ใช่เงินที่จ่ายทิ้ง — แต่เป็นเงินที่เอาไปทำอย่างอื่นไม่ได้

ดอกเบี้ยของเงินจมก้อนนั้นทั้งปี ที่ 7.5%:

เครดิตลูกค้า ดอกเบี้ยต่อปี คิดเป็น % ของยอดขายทั้งปี (฿18.4 ล้าน)
30 วัน ฿54,600 0.30%
60 วัน ฿109,200 0.59%
90 วัน ฿163,800 0.89%

ตัวเลขดอกเบี้ยยังเล็กอยู่จริง — แต่ ฿2.18 ล้านที่ต้องหาให้ได้ก่อนถึงจะรับ 17 งานต่อเดือนได้ ไม่เล็กเลย

และมันโตตามยอดขายเสมอ: ยิ่งขายดี ยิ่งต้องมีเงินจมมากขึ้น นี่คือสาเหตุที่ธุรกิจกำไรดีแต่โตเร็วมักขาดเงินหมุนก่อนขาดกำไร


🔴 ฐานคำนวณ — จุดที่คนคิดผิดบ่อยที่สุด

คำถามที่เถียงกันได้จริงคือ คิดดอกเบี้ยบนอะไร

ฐาน ควรใช้ไหม
เงินสดที่ไหลออกจริง (วัสดุ + ขนส่ง + แรงที่จ่ายเพิ่ม) ✅ ใช่
ยอดขายของงาน ❌ รวมกำไรที่ยังไม่เคยควักออกไป
ยอดลูกหนี้รวม VAT ❌ แย่ที่สุด

ทำไมยอดลูกหนี้รวม VAT ถึงไม่ควรใช้ในการตั้งราคา — เหตุผล 3 ข้อ:

  1. มันรวมกำไรที่คุณยังไม่เคยควักออกไป — คิดดอกเบี้ยบนนั้น = คิดดอกเบี้ยบนกำไรของตัวเอง
  2. ที่เครดิต 30 วันตามปกติ ขา VAT ยังไม่ถึงกำหนดยื่น ภ.พ.30 ด้วยซ้ำ ⇒ ต้นทุนจริงของขานั้นเกือบเป็นศูนย์
  3. มันทำให้ต้นทุนขึ้นกับราคา ซึ่งราคาก็คำนวณจากต้นทุน ⇒ สูตรวนกันเอง

ℹ️ หมายเหตุ — ในบริบทของการคำนวณค่าคอมมิชชั่น การเปิดให้เลือกฐานได้เป็นเรื่องที่มีเหตุผล เพราะเป็นเรื่องที่ต้องตกลงกับพนักงานและเถียงได้จริง เราเขียนแยกไว้ที่บทความเรื่องต้นทุนดอกเบี้ยจากเครดิตเทอมกับค่าคอม — คนละคำถามกับการตั้งราคา


หักเครดิตที่เจ้าหนี้ออกให้เรา

จุดที่คนลืมบ่อยและทำให้ราคาสูงเกินจริง: ถ้าซัพพลายเออร์ให้เครดิตเรา เงินก้อนนั้นเราไม่ได้ควักเอง

ลูกค้าให้เรา 60 วัน · ซัพพลายเออร์ให้เรา 30 วัน ⇒ เราออกเงินค่าวัสดุเองแค่ 30 วัน

แต่ต้องแยกให้ขาด:

  • ค่าวัสดุ — หักเครดิตเจ้าหนี้ได้
  • ค่าขนส่ง / ค่าแรงที่จ่ายสด / ค่าล่วงเวลา — จ่ายทันที ต้องคิดเต็มจำนวนวันที่ลูกค้าใช้

การไม่หักส่วนนี้ทำให้ต้นทุนสูงเกินจริง และคุณจะแพ้งานที่จริง ๆ ทำกำไรได้ — รูปแบบเดียวกับการนับค่าแรงซ้ำ


บวกกลับเข้าราคา — ตอนไหนและอย่างไร

ตอนตั้งราคา ไม่ใช่ตอนวางบิล เพราะเมื่อเซ็นสัญญาแล้ว เงื่อนไขการชำระถูกล็อกไปแล้ว การรู้ตัวเลขทีหลังไม่เปลี่ยนอะไรนอกจากทำให้เสียใจ

ทางที่ได้ผลดีกว่าการบวกเข้าไปเฉย ๆ คือเสนอเป็นทางเลือกคู่:

"ราคานี้ ฿88,300 ที่เครดิต 60 วันครับ — ถ้าชำระภายใน 15 วัน ผมลดให้เหลือ ฿87,500"

ส่วนลด ฿800 นั้นสูงกว่าต้นทุนการรอที่แท้จริง (฿234–468) แต่ยังต่ำกว่ามูลค่าของเงินที่กลับมาเร็ว 45 วันสำหรับธุรกิจที่เงินหมุนตึง — และลูกค้าที่มีเงินสดจะรับทันที เพราะสำหรับเขามันคือผลตอบแทนที่ดีกว่าฝากธนาคาร

ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์จริง ไม่ใช่การย้ายเงินจากกระเป๋าหนึ่งไปอีกกระเป๋า


🔴 ถ้าลูกค้ายืนยัน 90 วัน และคุณต้องการงานนั้น

สามทางที่ใช้ได้จริง เรียงตามผลที่ได้:

1. ขอแบ่งงวดชำระตามความคืบหน้า — โดยเฉพาะมัดจำค่าวัสดุตอนเริ่มงาน ซึ่งตัดเงินจมก้อนที่ใหญ่ที่สุดออกไปได้ทันที ในตัวอย่างนี้คือ ฿38,000 จาก ฿42,000 — เกือบทั้งหมด และเป็นข้อเสนอที่ลูกค้ารับได้ง่ายกว่าการขอลดวันเครดิต เพราะเขาจ่ายเท่าเดิม แค่จ่ายคนละจังหวะ

2. ขอเครดิตจากซัพพลายเออร์ให้ยาวขึ้น — ทุกวันที่เจ้าหนี้ให้เพิ่ม คือหนึ่งวันที่คุณไม่ต้องออกเงินเอง

3. บวกเข้าราคาแล้วเสนอทางเลือกคู่ ตามด้านบน ให้ลูกค้าเลือกเอง


สรุปสิ่งที่ควรทำ

  1. คำนวณเงินจม ไม่ใช่แค่ดอกเบี้ย — ตัวเลขที่ทำให้ธุรกิจสะดุดคือเงินก้อนที่ต้องมี ไม่ใช่ดอกเบี้ยที่จ่าย
  2. คิดจากเงินสดที่ไหลออกจริง ไม่ใช่ยอดขายและไม่ใช่ยอดลูกหนี้รวม VAT
  3. หักวันที่เจ้าหนี้ออกเงินแทนเรา — เฉพาะขาค่าวัสดุ ไม่ใช่ทุกก้อน
  4. ใช้อัตราจริงจากสัญญาวงเงินของคุณ ไม่ใช่ตัวเลขจากข่าว และบันทึกไว้ว่าเลือกอัตรานั้นเพราะอะไร
  5. บวกกลับเข้าราคาตอนเสนอ ไม่ใช่ตอนวางบิล
  6. เสนอส่วนลดเงินสดที่สูงกว่าต้นทุนการรอเล็กน้อย — ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่ายจริง
  7. ถ้าติดเครดิตยาว ขอมัดจำค่าวัสดุก่อนขอลดวัน — ได้ผลกว่าและลูกค้ารับง่ายกว่า

เครื่องมือที่ใช้ทำเรื่องนี้ได้ทันที

ระบบคิดต้นทุนงานและตั้งราคาขาย คำนวณบรรทัดนี้ให้ตั้งแต่ตอนตั้งราคา:

  • ใส่จำนวนวันเครดิตของงาน ระบบคิดต้นทุนการรอเงินให้ทันที และดันเข้าไปในราคาที่ควรเสนอ
  • มีช่องเครดิตเจ้าหนี้แยกต่างหาก — หักเฉพาะขาค่าวัสดุที่ซัพพลายเออร์ออกเงินแทนเราได้ ไม่ใช่หักมั่วทั้งก้อน
  • ฐานคำนวณเป็นเงินสดที่ไหลออกจริง ไม่ใช่ยอดลูกหนี้รวม VAT — เลือกแบบนี้โดยตั้งใจ ด้วยเหตุผล 3 ข้อในบทความนี้
  • อัตราดอกเบี้ยเป็นค่าที่ตั้งได้ ใส่อัตราจริงจากสัญญาวงเงินของบริษัทคุณ ไม่ใช่ตัวเลขที่เราเดาให้
  • ชีตสรุปรายลูกค้า ดูย้อนได้ว่าเจ้าไหนจ่ายช้าประจำจนกินกำไรที่ควรได้
  • ชีตทดสอบระบบ 24 เคส กดดูเองได้ว่าสูตรไม่พังก่อนเอาไปใช้จริง
  • ไม่มีมาโคร เปิดได้ทั้ง Excel / LibreOffice / Google Sheets

จ่ายครั้งเดียว ฿999 — ราคาเปิดร้าน ถึง 31 ธ.ค. 2569 (ราคาเต็ม ฿1,490) · รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% แล้ว · ออกใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบในนามบริษัทได้ · ดาวน์โหลดทันทีหลังชำระเงิน

→ ดูรายละเอียดสินค้า


อ่านต่อ

แชร์:LINEFacebook
ดาวน์โหลดฟรี · ไม่ต้องรับสายขาย

รับเอกสารสรุปหัวข้อนี้เป็น PDF

บทสรุป + หัวข้อครบ + มาตรฐานอ้างอิง มีโลโก้ Saha แนบ memo/TOR ได้ทันที — ส่งเข้าอีเมลให้ด้วย

ใช้อีเมลเพื่อส่งเอกสาร + ติดต่อจากทีม Saha เท่านั้น · ไม่ส่งต่อบุคคลที่สาม

ปรึกษาฟรี · ใบเสนอราคาจริงอย่างรวดเร็วในเวลาทำการ

อ่านแล้วมีคำถาม? ให้วิศวกรช่วย

บอกสิ่งที่อยากรู้สั้นๆ — วิศวกรสหวัฒนกิจช่วยเลือกสเปกที่เหมาะ พร้อมใบเสนอราคาจริง ไม่มีค่าบริการ

หรือติดต่อตรง:02-096-2118LINE: @sahawatt1988
บริการที่เกี่ยวข้อง

ต้องการให้ทีมช่วยเหลือเรื่องนี้?

ทีมงานรับเสนอราคา + จัดส่ง + ติดตั้งครบวงจรในหัวข้อที่บทความนี้พูดถึง — ใบเสนอราคาฟรี อย่างรวดเร็วในเวลาทำการ

คำถามที่พบบ่อย

1

ต้นทุนการรอเงิน คิดจากฐานไหน ยอดขาย ต้นทุน หรือยอดลูกหนี้รวม VAT

+
สำหรับการตั้งราคางาน ควรคิดจากเงินสดที่ไหลออกจากบริษัทจริงเพราะรับงานนั้น คือค่าวัสดุ ค่าขนส่ง และค่าแรงที่จ่ายเพิ่มจริง ไม่ใช่ยอดลูกหนี้รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม เหตุผลคือยอดลูกหนี้รวมกำไรที่คุณยังไม่เคยควักออกไป การคิดดอกเบี้ยบนนั้นเท่ากับคิดดอกเบี้ยบนกำไรของตัวเอง และยังทำให้ต้นทุนขึ้นกับราคา ซึ่งราคาก็คำนวณจากต้นทุน กลายเป็นวนกันเอง
2

ถ้าซัพพลายเออร์ให้เครดิตเราด้วย ต้องคิดยังไง

+
หักออกได้ตามจำนวนวันที่เจ้าหนี้ออกเงินแทนเรา ถ้าลูกค้าจ่ายเรา 60 วันและซัพพลายเออร์ให้เครดิตเรา 30 วัน แปลว่าเงินค่าวัสดุก้อนนั้นเราควักเองจริง ๆ แค่ 30 วัน ไม่ใช่ 60 วัน ต้นทุนการรอเงินของขาค่าวัสดุจึงคิดที่ 30 วัน ส่วนค่าขนส่งหรือค่าแรงที่จ่ายสดต้องคิดเต็มจำนวนวันที่ลูกค้าใช้
3

บริษัทเราไม่ได้กู้ OD เลย ยังต้องคิดต้นทุนนี้ไหม

+
ต้องคิด เพราะสิ่งที่วัดคือต้นทุนค่าเสียโอกาสของเงินทุน ไม่ใช่แค่ดอกเบี้ยที่จ่ายออกไปจริง บริษัทที่ไม่ได้กู้ก็ยังเอาเงินสดของตัวเองไปจมในลูกหนี้ แทนที่จะเอาไปซื้อของรอบถัดไปหรือรับงานเพิ่ม เพียงแต่ควรใช้อัตราที่สะท้อนต้นทุนเงินทุนของบริษัทเอง แทนที่จะหยิบอัตราของธนาคารมาใช้ตรง ๆ และควรบันทึกไว้ว่าเลือกอัตรานั้นเพราะอะไร
4

ทำไมบทความบอกว่าดอกเบี้ยไม่ใช่ปัญหาหลัก

+
เพราะเมื่อคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของยอดขาย ดอกเบี้ยจากการให้เครดิตมักอยู่ในหลักไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเล็กเมื่อเทียบกับกำไรขั้นต้น แต่ตัวเลขที่ทำให้ธุรกิจสะดุดคือเงินก้อนที่ต้องมีสำรองไว้หมุนตลอดเวลา ซึ่งโตขึ้นตามยอดขายเสมอ ธุรกิจที่กำไรดีแต่โตเร็วมักขาดเงินหมุนก่อนขาดกำไร
5

แล้วควรบวกกลับเข้าราคาตอนไหน

+
ตอนตั้งราคา ไม่ใช่ตอนวางบิลหรือตอนคำนวณค่าคอม เพราะเมื่อเซ็นสัญญาไปแล้วเงื่อนไขการชำระก็ถูกล็อกไปแล้ว วิธีที่ตรงที่สุดคือใส่จำนวนวันเครดิตของงานนั้นตั้งแต่ตอนคำนวณราคา ให้ต้นทุนการรอเงินไปโผล่ในราคาที่เสนอโดยอัตโนมัติ ทางเลือกอีกทางที่ได้ผลดีกว่าในหลายกรณีคือเสนอส่วนลดเงินสดที่ต่ำกว่าต้นทุนการรอ ซึ่งได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย
6

ถ้าลูกค้ายืนยันเครดิต 90 วันและเราต้องการงานนั้น ทำอะไรได้บ้าง

+
มีสามทางที่ใช้ได้จริง หนึ่งคือขอแบ่งงวดชำระตามความคืบหน้า เช่นวางมัดจำค่าวัสดุตอนเริ่ม ซึ่งตัดเงินจมส่วนที่ใหญ่ที่สุดออกไปได้ทันที สองคือขอเครดิตจากซัพพลายเออร์ให้ยาวขึ้นเพื่อให้จำนวนวันที่เราออกเงินเองสั้นลง สามคือบวกต้นทุนการรอเข้าไปในราคาแล้วเสนอทางเลือกคู่กันว่าถ้าชำระเร็วจะได้ราคาไหน ให้ลูกค้าเลือกเอง

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

บทความ·9 นาที

รับงานต่ำกว่าทุนได้ไหม? — จุดคุ้มทุน กับ พื้นเงินสด ไม่ใช่ตัวเลขเดียวกัน

ลูกค้าต่อราคาลงมาต่ำกว่าทุน ปฏิเสธหรือรับ — ทำไม 'ต่ำกว่าจุดคุ้มทุน = ขาดทุน' ถึงเป็นคำแนะนำที่ทำให้ธุรกิจรับงานเป็นชิ้นเสียเงินโดยไม่รู้ตัว พร้อมตัวเลขสองเส้นที่ต้องแยกให้ออก และเงื่อนไข 3 ข้อที่ทำให้กฎนี้ใช้ไม่ได้

อ่าน
บทความ·9 นาที

ลูกค้าต่อราคา ลดได้ถึงไหน — บันได 4 ตัวเลขที่ต้องรู้ก่อนเปิดปากตอบ

แทนที่จะเดาหรือใจอ่อน ใช้บันได 4 ขั้นที่คำนวณไว้ล่วงหน้า — ราคาที่ควรเสนอ ราคาต่ำสุดที่ยังได้กำไรขั้นต่ำ จุดคุ้มทุน และพื้นเงินสด พร้อมสคริปต์ที่ใช้ได้จริงในแต่ละขั้น และสิ่งที่ต้องแลกทุกครั้งที่ลด

อ่าน
บทความ·8 นาที

ค่าแรงช่างถูกนับสองรอบ — ทำไมราคาที่คุณคำนวณถึงสูงเกินจริงโดยไม่รู้ตัว

เงินเดือนช่างอยู่ในค่าใช้จ่ายคงที่แล้ว แต่ยังใส่ค่าแรงรายชั่วโมงของคนกลุ่มเดิมเข้าไปในต้นทุนงานอีก — ความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดในการคิดต้นทุนงาน วิธีตรวจว่าคุณกำลังทำอยู่ไหม และวิธีแก้ที่ถูกต้อง

อ่าน
บทความ·9 นาที

ลูกค้าเจ้าไหนทำเงินให้จริง — ทำไมเจ้าที่สั่งบ่อยที่สุดถึงมักเป็นเจ้าที่ขาดทุน

ยอดขายรายลูกค้าไม่ได้บอกว่าใครทำเงินให้ — วิธีอ่านกำไรรายลูกค้าหลังเฉลี่ยค่าโสหุ้ยตามชั่วโมงที่กินไป พร้อมตารางตัวอย่างที่เจ้าอันดับสองด้านจำนวนงานกลับขาดทุนปีละเกือบครึ่งล้าน และสิ่งที่ควรทำต่อ

อ่าน