เปรียบเทียบระบบทำความเย็น 2 แบบสำหรับงาน food processing: DX (Direct Expansion) ที่น้ำยาระเหยในคอยล์โดยตรง กับ Glycol Chiller ระบบ secondary loop ที่ใช้ propylene glycol — ครอบคลุมข้อจำกัด refrigerant charge ตาม ASHRAE 15 / EN 378, ความปลอดภัยอาหาร PG vs EG, ประสิทธิภาพพลังงานตาม ASHRAE 90.1 / BEC, การเลือก concentration ของ glycol, และแนวทางเลือกให้ตรงงานโรงงานอาหารไทย
โรงงานแปรรูปอาหารในไทย — ตั้งแต่ห้องเย็นเก็บวัตถุดิบ, สายการผลิตที่ต้องคุมอุณหภูมิ, ไปจนถึง blast freezer — มีคำถามพื้นฐานที่ตัดสินทั้งต้นทุน ความปลอดภัย และค่าไฟ 15 ปีข้างหน้า: เลือก DX (Direct Expansion) ที่น้ำยาระเหยในคอยล์โดยตรง หรือ Glycol Chiller ระบบ secondary loop?
คำตอบไม่ได้อยู่ที่ "อันไหนดีกว่า" แต่อยู่ที่ ลักษณะงาน — จำนวนโซน, ชนิดน้ำยา, ความเข้มงวดด้านความปลอดภัยอาหาร และเป้าหมายพลังงาน บทความนี้แยกให้ชัดตามเกณฑ์จริง
1. สองสถาปัตยกรรม — น้ำยาอยู่ตรงไหน
หัวใจของความต่างคือ refrigerant ระเหยที่จุดไหน
flowchart LR
subgraph DX["DX — Direct Expansion"]
A1[Compressor] --> A2[Condenser]
A2 --> A3[Expansion Valve]
A3 --> A4["Evaporator coil
ในห้อง/สายการผลิต
น้ำยาระเหยที่นี่"]
A4 --> A1
end
subgraph GLY["Glycol Chiller — Secondary Loop"]
B1[Compressor] --> B2[Condenser]
B2 --> B3[Expansion Valve]
B3 --> B4["Chiller barrel
น้ำยาระเหยที่นี่"]
B4 --> B1
B4 -.ทำให้เย็น.-> C1["Propylene Glycol
20-40%"]
C1 --> C2[Pump]
C2 --> C3["จุดใช้งานหลายจุด
(หลายห้อง/หลายไลน์)"]
C3 --> C1
end- DX: น้ำยาเดินท่อตรงไปยังคอยล์ที่อยู่ในห้องเย็น/สายการผลิต ระเหยที่นั่น — เส้นทางเดียว ไม่มีตัวกลาง
- Glycol: น้ำยาระเหยที่ chiller กลาง ทำความเย็นให้ propylene glycol แล้วปั๊ม glycol เย็นวิ่งไปยังจุดใช้งาน — refrigerant ไม่เคยออกจากห้องเครื่อง
2. ตารางเปรียบเทียบหลัก
| ประเด็น | DX (Direct Expansion) | Glycol Chiller (Secondary) |
|---|---|---|
| ต้นทุนติดตั้งแรก | ต่ำกว่า | สูงกว่า (+ chiller, ปั๊ม, ถัง, HX) |
| ประสิทธิภาพพลังงาน (โหลดเดียว) | สูงกว่า ~10-20% | ต่ำกว่า (approach temp + pump) |
| Refrigerant charge | กระจายทั่วระบบ | กระจุกที่ chiller — ต่ำ ปลอดภัย |
| ความปลอดภัยน้ำยา A2L/A3 | จำกัดด้วย charge ต่อพื้นที่ | เหมาะมาก (charge แยกในห้องเครื่อง) |
| ความเสถียรของอุณหภูมิ | แกว่งตามรอบ compressor | เสถียร (glycol = thermal buffer) |
| คุมหลายโซน/หลายไลน์ | ซับซ้อนเมื่อหลายจุด | ทำได้ง่ายมาก |
| น้ำยารั่วใกล้อาหาร | มีความเสี่ยง (ท่อในพื้นที่ผลิต) | ไม่มี (มีแต่ glycol ปลอดภัย) |
| การบำรุงรักษา | น้อยชิ้น | + ดูแล glycol, ปั๊ม, inhibitor |
| ความเหมาะ | จุดเดียว/โหลดคงที่ | หลายโซน/คุมแม่น/อนาคต low-GWP |
3. ความปลอดภัยอาหาร — PG vs EG ห้ามสลับ
ในงานอาหาร glycol ที่เลือกได้มีผลโดยตรงต่อความปลอดภัย:
| คุณสมบัติ | Propylene Glycol (PG) | Ethylene Glycol (EG) |
|---|---|---|
| ความเป็นพิษ | ต่ำมาก — FDA GRAS | เป็นพิษ ห้ามใกล้อาหาร |
| ใช้ในโซนสัมผัสอาหาร | ✅ ได้ | ❌ ห้ามเด็ดขาด |
| การถ่ายเทความร้อน | ด้อยกว่าเล็กน้อย | ดีกว่า |
| ความหนืดที่อุณหภูมิต่ำ | สูงกว่า (กิน pump head) | ต่ำกว่า |
| ราคา | สูงกว่า | ถูกกว่า |
กฎเหล็กงานอาหาร: พื้นที่ที่อาจสัมผัสผลิตภัณฑ์ → PG เท่านั้น แม้ EG จะถ่ายเทความร้อนดีกว่าและถูกกว่า ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอาหารไม่คุ้ม
การเลือก concentration ของ PG ขึ้นกับอุณหภูมิงานต่ำสุด (freeze protection) — ต้องให้จุดเยือกแข็งต่ำกว่าอุณหภูมิ glycol จริงพอสมควร เพื่อกัน slush ใน HX:
| อุณหภูมิงานต่ำสุด | PG concentration แนะนำ (โดยน้ำหนัก) |
|---|---|
| 0 ถึง +5°C | 25-30% |
| -10°C | 35-40% |
| -15 ถึง -20°C | 40-45% |
ยิ่งเข้มข้น ยิ่งหนืด → pump head และพลังงานปั๊มสูงขึ้น อย่าใส่เกินจำเป็น
4. พลังงาน — ASHRAE 90.1 / BEC พูดถึงอะไร
ASHRAE 90.1 (และ Building Energy Code ของไทย ที่กำกับโดย DEDE) กำหนดประสิทธิภาพขั้นต่ำของ chiller และแนวทางคุมภาระ:
- COP / IPLV ขั้นต่ำ — chiller ต้องผ่านเกณฑ์ทั้งที่ full-load และ part-load (IPLV ตาม AHRI 550/590)
- โรงงานเดินส่วนใหญ่ที่ part-load — IPLV จึงสำคัญกว่า full-load COP ในการประเมินค่าไฟจริง
- Economizer / free cooling — ในงาน glycol สามารถใช้ free cooling ผ่าน dry cooler ในคืนอากาศเย็นได้ (ข้อได้เปรียบของ secondary loop)
Penalty ของ glycol มาจาก 2 ทาง:
- Approach temperature ของ HX กลาง → ต้องลดอุณหภูมิ evaporating ลงอีก ~3-5°C เพื่อส่ง glycol ให้เย็นพอ → COP ตก
- พลังงานปั๊ม glycol หนืด โดยเฉพาะที่ concentration สูง
รวมแล้ว glycol กินไฟมากกว่า DX ราว 10-20% ที่ภาระเดียวกัน — นี่คือราคาที่จ่ายเพื่อความปลอดภัยและความยืดหยุ่น
5. มุม Refrigerant — ทำไมเรื่องนี้สำคัญขึ้นเรื่อยๆ
ในยุค phase-down ตาม Kigali การเลือกสถาปัตยกรรมผูกกับ ชนิดน้ำยาและ charge โดยตรง:
- น้ำยา A2L ติดไฟอ่อน (R-32, R-454B, R-1234ze) และ A3 (R-290) มีอนาคต GWP ต่ำ แต่ ASHRAE 15 / EN 378 จำกัด charge ต่อพื้นที่ เข้มงวด
- Glycol secondary loop แก้ปัญหานี้ได้ตรงจุด — กัก refrigerant ทั้งหมดไว้ที่ chiller ในห้องเครื่องที่ระบายอากาศและมีเซนเซอร์ ส่วนพื้นที่ผลิตมีแต่ glycol ที่ปลอดภัย
- DX ที่เดินท่อน้ำยาเข้าพื้นที่ผลิต จะถูกจำกัด charge → จำกัดขนาด/ระยะ หรือบังคับใช้น้ำยา A1 ที่ GWP สูงกว่า
นี่คือเหตุผลที่โรงงานอาหารใหม่จำนวนมากเลือก secondary glycol + น้ำยา low-GWP ที่ chiller เป็นแนวทาง future-proof ส่วนน้ำยาที่ใช้ชาร์จ chiller (เช่น R-449A, R-513A, R-454B) และ propylene glycol คือสิ่งที่ต้องเตรียมต่อเนื่องตลอดอายุระบบ
6. แนวทางเลือกให้ตรงงาน
flowchart TD
Q1{หลายโซน/หลายไลน์
ที่ต้องคุมแยก?} -->|ใช่| GLY[เอนเอียง Glycol]
Q1 -->|ไม่ จุดเดียว| Q2{ใช้น้ำยา A2L/A3
หรือ charge ใหญ่?}
Q2 -->|ใช่| GLY
Q2 -->|ไม่ A1 charge เล็ก| Q3{ต้องการ COP สูงสุด
+ ทุนแรกต่ำ?}
Q3 -->|ใช่| DX[เลือก DX]
Q3 -->|ต้องการอุณหภูมิเสถียรมาก| GLY
GLY --> R1[ใช้ PG ในโซนอาหาร
+ free cooling ถ้าทำได้]
DX --> R2[คุม charge ตาม ASHRAE 15
+ เลือกน้ำยาให้เหมาะพื้นที่]เลือก DX เมื่อ:
- โหลดจุดเดียว/โซนเดียว ต้นทุนแรกเป็นข้อจำกัด
- ต้องการ COP สูงสุดที่ภาระออกแบบ
- ใช้น้ำยา A1 และ charge เล็กพอผ่าน ASHRAE 15
เลือก Glycol Chiller เมื่อ:
- หลายโซน/หลายไลน์ที่ต้องคุมอุณหภูมิแยกและแม่น
- ใช้น้ำยา A2L/A3 หรือ charge ใหญ่ → ต้องกัก refrigerant ในห้องเครื่อง
- ต้องการความเสถียรของอุณหภูมิสูง (ผลิตภัณฑ์ไวต่อ swing) หรือวางแผน free cooling
- ต้องการ future-proof กับน้ำยา low-GWP
สรุป
DX ชนะเรื่อง ต้นทุนแรกและ COP ที่ภาระเดียว ส่วน Glycol Chiller ชนะเรื่อง ความปลอดภัย refrigerant charge, ความเสถียรอุณหภูมิ, การคุมหลายโซน และ future-proofing กับน้ำยา low-GWP — แลกด้วยค่าไฟที่สูงกว่า 10-20% และทุนแรกที่มากกว่า
สำหรับโรงงานอาหารไทยที่กำลังออกแบบใหม่และต้องเดินตาม ASHRAE 90.1 / BEC + เผื่อ phase-down น้ำยา ระบบ secondary glycol ด้วย propylene glycol มักคุ้มในระยะยาว แต่ถ้าเป็นจุดเดียวภาระคงที่ DX ยังเป็นทางที่ตรงและประหยัดที่สุด
ไม่ว่าเลือกระบบไหน ทั้งคู่ต้องการ น้ำยาทำความเย็นคุณภาพและการเติมต่อเนื่อง — ทีมงานสหวัฒนกิจพร้อมให้คำปรึกษาการเลือกน้ำยาให้ตรงกับสถาปัตยกรรมระบบและเกณฑ์ TOR ของงาน
ต้องการให้ทีมช่วยเหลือเรื่องนี้?
ทีมงานรับเสนอราคา + จัดส่ง + ติดตั้งครบวงจรในหัวข้อที่บทความนี้พูดถึง — ใบเสนอราคาฟรี ภายใน 2 ชั่วโมง
คำถามที่พบบ่อย
1ระบบ DX กับ Glycol Chiller ต่างกันตรงไหน?
+
2โรงงานอาหารควรใช้ propylene glycol หรือ ethylene glycol?
+
3ทำไม glycol chiller ถึงปลอดภัยกว่าเรื่อง refrigerant charge?
+
4glycol chiller กินไฟมากกว่า DX จริงไหม?
+
5ASHRAE 90.1 / BEC เกี่ยวข้องอย่างไรกับการเลือกระบบ?
+
ตารางเปรียบเทียบที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
Magnetic Bearing Compressor (Turbocor) vs Screw Compressor — เทียบ TCO 15 ปีในงานชิลเลอร์ไทย
เปรียบเทียบคอมเพรสเซอร์ชิลเลอร์ 2 ชนิด: magnetic bearing centrifugal แบบ oil-free (Danfoss Turbocor) กับ screw compressor แบบ positive displacement — ครอบคลุมประสิทธิภาพ part-load IPLV, ต้นทุนเริ่มต้น, ค่าบำรุงรักษา, oil-free vs oil-flooded, surge limit, และโมเดล TCO 15 ปีที่ค่าไฟไทย ~฿4.5/kWh พร้อมแนวทางเลือกให้ตรงงาน data center, โรงพยาบาล, ห้าง และโรงงาน
ระบบตรวจจับน้ำยาแอร์รั่ว ASHRAE 15 / EN 378 / ISO 5149 — คู่มือเลือก Gas Detector สำหรับโรงงานและห้องเครื่องในไทย
คู่มือระบบตรวจจับสารทำความเย็นรั่ว (refrigerant leak detection) ตาม ASHRAE 15, EN 378 และ ISO 5149: ชนิดเซนเซอร์ (NDIR/semiconductor/electrochemical/heated-diode), เกณฑ์แจ้งเตือน RCL และ 25% LFL, ตำแหน่งติดตั้ง, ข้อกำหนด A2L (R-32/R-454B) ตาม IEC 60335-2-40, machinery room ventilation และข้อกำหนดงานราชการในไทย
R-134a เลิกใช้เมื่อไร? ไทม์ไลน์ phase-down ตาม Kigali Amendment และแผนเปลี่ยนน้ำยาทดแทนในไทย
คู่มือไทม์ไลน์การลดใช้ R-134a: ทำไม R-134a ไม่ได้ถูกห้ามตาม Montreal Protocol เดิมแต่อยู่ใต้ Kigali Amendment (HFC phasedown), ตารางลดโควตา HFC ของไทย (DIW), EU F-Gas + MAC Directive, น้ำยาทดแทน R-1234yf (รถยนต์) และ R-513A/R-1234ze (chiller) พร้อมแผนเปลี่ยนสำหรับโรงงานและรถยนต์ในไทย
R-744 (CO2) vs R-23 สำหรับห้องเย็นอุณหภูมิต่ำพิเศษ — เลือกน้ำยาระบบ Cascade ในงาน food/pharma ไทย
เปรียบเทียบน้ำยาทำความเย็นอุณหภูมิต่ำพิเศษ (ultra-low temperature): R-744 (CO2) GWP 1 กับ R-23 (HFC-23) GWP สูงมาก สำหรับงานแช่แข็งเร็ว -40°C, ตู้แช่ ULT -86°C, ระบบ cascade high/low stage, ขีดจำกัด triple point ของ CO2 ที่ -56.6°C, ทางเลือก R-508B/R-170 และการเลือกให้ตรงงานในไทย
