Sahawatthanakit (1988) Co., Ltd.
SAHAWATTHANAKIT(1988) · Make It Smart
กลับไปดูบทความทั้งหมด
Sahawatthanakit (1988) Engineering Team9 นาที

Glycol Chiller vs DX Cooling สำหรับโรงงานอาหาร — เลือกระบบทำความเย็นตาม ASHRAE 90.1 / BEC ไทย

เปรียบเทียบระบบทำความเย็น 2 แบบสำหรับงาน food processing: DX (Direct Expansion) ที่น้ำยาระเหยในคอยล์โดยตรง กับ Glycol Chiller ระบบ secondary loop ที่ใช้ propylene glycol — ครอบคลุมข้อจำกัด refrigerant charge ตาม ASHRAE 15 / EN 378, ความปลอดภัยอาหาร PG vs EG, ประสิทธิภาพพลังงานตาม ASHRAE 90.1 / BEC, การเลือก concentration ของ glycol, และแนวทางเลือกให้ตรงงานโรงงานอาหารไทย

refrigerantglycol-chillerdx-coolingfood-processingashrae-90-1propylene-glycolthailand
ระบบ glycol chiller secondary loop สำหรับโรงงานแปรรูปอาหาร พร้อม DX evaporator coil

Photo by Unsplash

สรุป (TL;DR)

เปรียบเทียบระบบทำความเย็น 2 แบบสำหรับงาน food processing: DX (Direct Expansion) ที่น้ำยาระเหยในคอยล์โดยตรง กับ Glycol Chiller ระบบ secondary loop ที่ใช้ propylene glycol — ครอบคลุมข้อจำกัด refrigerant charge ตาม ASHRAE 15 / EN 378, ความปลอดภัยอาหาร PG vs EG, ประสิทธิภาพพลังงานตาม ASHRAE 90.1 / BEC, การเลือก concentration ของ glycol, และแนวทางเลือกให้ตรงงานโรงงานอาหารไทย

โรงงานแปรรูปอาหารในไทย — ตั้งแต่ห้องเย็นเก็บวัตถุดิบ, สายการผลิตที่ต้องคุมอุณหภูมิ, ไปจนถึง blast freezer — มีคำถามพื้นฐานที่ตัดสินทั้งต้นทุน ความปลอดภัย และค่าไฟ 15 ปีข้างหน้า: เลือก DX (Direct Expansion) ที่น้ำยาระเหยในคอยล์โดยตรง หรือ Glycol Chiller ระบบ secondary loop?

คำตอบไม่ได้อยู่ที่ "อันไหนดีกว่า" แต่อยู่ที่ ลักษณะงาน — จำนวนโซน, ชนิดน้ำยา, ความเข้มงวดด้านความปลอดภัยอาหาร และเป้าหมายพลังงาน บทความนี้แยกให้ชัดตามเกณฑ์จริง


1. สองสถาปัตยกรรม — น้ำยาอยู่ตรงไหน

หัวใจของความต่างคือ refrigerant ระเหยที่จุดไหน

flowchart LR
    subgraph DX["DX — Direct Expansion"]
        A1[Compressor] --> A2[Condenser]
        A2 --> A3[Expansion Valve]
        A3 --> A4["Evaporator coil
ในห้อง/สายการผลิต
น้ำยาระเหยที่นี่"] A4 --> A1 end subgraph GLY["Glycol Chiller — Secondary Loop"] B1[Compressor] --> B2[Condenser] B2 --> B3[Expansion Valve] B3 --> B4["Chiller barrel
น้ำยาระเหยที่นี่"] B4 --> B1 B4 -.ทำให้เย็น.-> C1["Propylene Glycol
20-40%"] C1 --> C2[Pump] C2 --> C3["จุดใช้งานหลายจุด
(หลายห้อง/หลายไลน์)"] C3 --> C1 end
  • DX: น้ำยาเดินท่อตรงไปยังคอยล์ที่อยู่ในห้องเย็น/สายการผลิต ระเหยที่นั่น — เส้นทางเดียว ไม่มีตัวกลาง
  • Glycol: น้ำยาระเหยที่ chiller กลาง ทำความเย็นให้ propylene glycol แล้วปั๊ม glycol เย็นวิ่งไปยังจุดใช้งาน — refrigerant ไม่เคยออกจากห้องเครื่อง

2. ตารางเปรียบเทียบหลัก

ประเด็น DX (Direct Expansion) Glycol Chiller (Secondary)
ต้นทุนติดตั้งแรก ต่ำกว่า สูงกว่า (+ chiller, ปั๊ม, ถัง, HX)
ประสิทธิภาพพลังงาน (โหลดเดียว) สูงกว่า ~10-20% ต่ำกว่า (approach temp + pump)
Refrigerant charge กระจายทั่วระบบ กระจุกที่ chiller — ต่ำ ปลอดภัย
ความปลอดภัยน้ำยา A2L/A3 จำกัดด้วย charge ต่อพื้นที่ เหมาะมาก (charge แยกในห้องเครื่อง)
ความเสถียรของอุณหภูมิ แกว่งตามรอบ compressor เสถียร (glycol = thermal buffer)
คุมหลายโซน/หลายไลน์ ซับซ้อนเมื่อหลายจุด ทำได้ง่ายมาก
น้ำยารั่วใกล้อาหาร มีความเสี่ยง (ท่อในพื้นที่ผลิต) ไม่มี (มีแต่ glycol ปลอดภัย)
การบำรุงรักษา น้อยชิ้น + ดูแล glycol, ปั๊ม, inhibitor
ความเหมาะ จุดเดียว/โหลดคงที่ หลายโซน/คุมแม่น/อนาคต low-GWP

3. ความปลอดภัยอาหาร — PG vs EG ห้ามสลับ

ในงานอาหาร glycol ที่เลือกได้มีผลโดยตรงต่อความปลอดภัย:

คุณสมบัติ Propylene Glycol (PG) Ethylene Glycol (EG)
ความเป็นพิษ ต่ำมาก — FDA GRAS เป็นพิษ ห้ามใกล้อาหาร
ใช้ในโซนสัมผัสอาหาร ✅ ได้ ❌ ห้ามเด็ดขาด
การถ่ายเทความร้อน ด้อยกว่าเล็กน้อย ดีกว่า
ความหนืดที่อุณหภูมิต่ำ สูงกว่า (กิน pump head) ต่ำกว่า
ราคา สูงกว่า ถูกกว่า

กฎเหล็กงานอาหาร: พื้นที่ที่อาจสัมผัสผลิตภัณฑ์ → PG เท่านั้น แม้ EG จะถ่ายเทความร้อนดีกว่าและถูกกว่า ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอาหารไม่คุ้ม

การเลือก concentration ของ PG ขึ้นกับอุณหภูมิงานต่ำสุด (freeze protection) — ต้องให้จุดเยือกแข็งต่ำกว่าอุณหภูมิ glycol จริงพอสมควร เพื่อกัน slush ใน HX:

อุณหภูมิงานต่ำสุด PG concentration แนะนำ (โดยน้ำหนัก)
0 ถึง +5°C 25-30%
-10°C 35-40%
-15 ถึง -20°C 40-45%

ยิ่งเข้มข้น ยิ่งหนืด → pump head และพลังงานปั๊มสูงขึ้น อย่าใส่เกินจำเป็น


4. พลังงาน — ASHRAE 90.1 / BEC พูดถึงอะไร

ASHRAE 90.1 (และ Building Energy Code ของไทย ที่กำกับโดย DEDE) กำหนดประสิทธิภาพขั้นต่ำของ chiller และแนวทางคุมภาระ:

  • COP / IPLV ขั้นต่ำ — chiller ต้องผ่านเกณฑ์ทั้งที่ full-load และ part-load (IPLV ตาม AHRI 550/590)
  • โรงงานเดินส่วนใหญ่ที่ part-load — IPLV จึงสำคัญกว่า full-load COP ในการประเมินค่าไฟจริง
  • Economizer / free cooling — ในงาน glycol สามารถใช้ free cooling ผ่าน dry cooler ในคืนอากาศเย็นได้ (ข้อได้เปรียบของ secondary loop)

Penalty ของ glycol มาจาก 2 ทาง:

  1. Approach temperature ของ HX กลาง → ต้องลดอุณหภูมิ evaporating ลงอีก ~3-5°C เพื่อส่ง glycol ให้เย็นพอ → COP ตก
  2. พลังงานปั๊ม glycol หนืด โดยเฉพาะที่ concentration สูง

รวมแล้ว glycol กินไฟมากกว่า DX ราว 10-20% ที่ภาระเดียวกัน — นี่คือราคาที่จ่ายเพื่อความปลอดภัยและความยืดหยุ่น


5. มุม Refrigerant — ทำไมเรื่องนี้สำคัญขึ้นเรื่อยๆ

ในยุค phase-down ตาม Kigali การเลือกสถาปัตยกรรมผูกกับ ชนิดน้ำยาและ charge โดยตรง:

  • น้ำยา A2L ติดไฟอ่อน (R-32, R-454B, R-1234ze) และ A3 (R-290) มีอนาคต GWP ต่ำ แต่ ASHRAE 15 / EN 378 จำกัด charge ต่อพื้นที่ เข้มงวด
  • Glycol secondary loop แก้ปัญหานี้ได้ตรงจุด — กัก refrigerant ทั้งหมดไว้ที่ chiller ในห้องเครื่องที่ระบายอากาศและมีเซนเซอร์ ส่วนพื้นที่ผลิตมีแต่ glycol ที่ปลอดภัย
  • DX ที่เดินท่อน้ำยาเข้าพื้นที่ผลิต จะถูกจำกัด charge → จำกัดขนาด/ระยะ หรือบังคับใช้น้ำยา A1 ที่ GWP สูงกว่า

นี่คือเหตุผลที่โรงงานอาหารใหม่จำนวนมากเลือก secondary glycol + น้ำยา low-GWP ที่ chiller เป็นแนวทาง future-proof ส่วนน้ำยาที่ใช้ชาร์จ chiller (เช่น R-449A, R-513A, R-454B) และ propylene glycol คือสิ่งที่ต้องเตรียมต่อเนื่องตลอดอายุระบบ


6. แนวทางเลือกให้ตรงงาน

flowchart TD
    Q1{หลายโซน/หลายไลน์
ที่ต้องคุมแยก?} -->|ใช่| GLY[เอนเอียง Glycol] Q1 -->|ไม่ จุดเดียว| Q2{ใช้น้ำยา A2L/A3
หรือ charge ใหญ่?} Q2 -->|ใช่| GLY Q2 -->|ไม่ A1 charge เล็ก| Q3{ต้องการ COP สูงสุด
+ ทุนแรกต่ำ?} Q3 -->|ใช่| DX[เลือก DX] Q3 -->|ต้องการอุณหภูมิเสถียรมาก| GLY GLY --> R1[ใช้ PG ในโซนอาหาร
+ free cooling ถ้าทำได้] DX --> R2[คุม charge ตาม ASHRAE 15
+ เลือกน้ำยาให้เหมาะพื้นที่]

เลือก DX เมื่อ:

  • โหลดจุดเดียว/โซนเดียว ต้นทุนแรกเป็นข้อจำกัด
  • ต้องการ COP สูงสุดที่ภาระออกแบบ
  • ใช้น้ำยา A1 และ charge เล็กพอผ่าน ASHRAE 15

เลือก Glycol Chiller เมื่อ:

  • หลายโซน/หลายไลน์ที่ต้องคุมอุณหภูมิแยกและแม่น
  • ใช้น้ำยา A2L/A3 หรือ charge ใหญ่ → ต้องกัก refrigerant ในห้องเครื่อง
  • ต้องการความเสถียรของอุณหภูมิสูง (ผลิตภัณฑ์ไวต่อ swing) หรือวางแผน free cooling
  • ต้องการ future-proof กับน้ำยา low-GWP

สรุป

DX ชนะเรื่อง ต้นทุนแรกและ COP ที่ภาระเดียว ส่วน Glycol Chiller ชนะเรื่อง ความปลอดภัย refrigerant charge, ความเสถียรอุณหภูมิ, การคุมหลายโซน และ future-proofing กับน้ำยา low-GWP — แลกด้วยค่าไฟที่สูงกว่า 10-20% และทุนแรกที่มากกว่า

สำหรับโรงงานอาหารไทยที่กำลังออกแบบใหม่และต้องเดินตาม ASHRAE 90.1 / BEC + เผื่อ phase-down น้ำยา ระบบ secondary glycol ด้วย propylene glycol มักคุ้มในระยะยาว แต่ถ้าเป็นจุดเดียวภาระคงที่ DX ยังเป็นทางที่ตรงและประหยัดที่สุด

ไม่ว่าเลือกระบบไหน ทั้งคู่ต้องการ น้ำยาทำความเย็นคุณภาพและการเติมต่อเนื่อง — ทีมงานสหวัฒนกิจพร้อมให้คำปรึกษาการเลือกน้ำยาให้ตรงกับสถาปัตยกรรมระบบและเกณฑ์ TOR ของงาน

แชร์:LINEFacebook
บริการที่เกี่ยวข้อง

ต้องการให้ทีมช่วยเหลือเรื่องนี้?

ทีมงานรับเสนอราคา + จัดส่ง + ติดตั้งครบวงจรในหัวข้อที่บทความนี้พูดถึง — ใบเสนอราคาฟรี ภายใน 2 ชั่วโมง

คำถามที่พบบ่อย

1

ระบบ DX กับ Glycol Chiller ต่างกันตรงไหน?

+
DX (Direct Expansion) ให้น้ำยาแอร์ระเหยในคอยล์ที่สัมผัสโหลดโดยตรง — เส้นทางเดียว เรียบง่าย ต้นทุนแรกต่ำ. Glycol Chiller เป็นระบบ 2 วงจร: น้ำยาทำความเย็น propylene glycol ที่ chiller กลาง แล้วปั๊ม glycol เย็นไปยังจุดใช้งานหลายจุด — refrigerant กระจุกที่เครื่องเดียว ปลอดภัยกว่า ควบคุมอุณหภูมิแม่นกว่า แต่ต้นทุนและพลังงานปั๊มสูงกว่า
2

โรงงานอาหารควรใช้ propylene glycol หรือ ethylene glycol?

+
ใช้ propylene glycol (PG) เท่านั้นในพื้นที่ที่อาจสัมผัสอาหาร — PG ได้รับสถานะ GRAS จาก FDA (ปลอดภัยต่ออาหาร). Ethylene glycol (EG) เป็นพิษ ห้ามใช้ใกล้ผลิตภัณฑ์อาหารเด็ดขาด แม้ EG จะถ่ายเทความร้อนดีกว่าและหนืดน้อยกว่าก็ตาม
3

ทำไม glycol chiller ถึงปลอดภัยกว่าเรื่อง refrigerant charge?

+
เพราะ refrigerant ทั้งหมดอยู่ที่ chiller กลางเครื่องเดียว ไม่ได้เดินท่อน้ำยาไปทั่วโรงงาน — charge รวมต่ำและจำกัดในห้องเครื่องที่ระบายอากาศได้. สำคัญมากเมื่อใช้น้ำยา A2L ติดไฟอ่อน (R-32, R-454B) หรือ A3 (R-290) ที่ ASHRAE 15 / EN 378 จำกัดปริมาณต่อพื้นที่เข้มงวด
4

glycol chiller กินไฟมากกว่า DX จริงไหม?

+
โดยทั่วไปใช่ — มี penalty 2 ทาง: (1) heat exchanger กลางทำให้ต้องลดอุณหภูมิ evaporating ลงอีก ~3-5°C เพื่อชดเชย approach temperature ทำให้ COP ตก, และ (2) พลังงานปั๊ม glycol. รวมแล้วกินไฟมากกว่า DX ราว 10-20% ที่ภาระเดียวกัน — แต่แลกมาด้วยความปลอดภัย ความเสถียร และการคุมหลายโซน
5

ASHRAE 90.1 / BEC เกี่ยวข้องอย่างไรกับการเลือกระบบ?

+
ASHRAE 90.1 และ Building Energy Code (BEC) ของไทยกำหนดประสิทธิภาพขั้นต่ำของ chiller (COP/IPLV), การทำ economizer และการคุมภาระบางส่วน. TOR งานราชการ/โรงงานมักอ้างมาตรฐานเหล่านี้ — การเลือก chiller ที่ผ่าน IPLV ตาม AHRI 550/590 และออกแบบ secondary loop ที่ลด pump head จึงสำคัญต่อทั้งการผ่านเกณฑ์และค่าไฟระยะยาว
เปรียบเทียบ — ตัดสินใจซื้อ

ตารางเปรียบเทียบที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

บทความ·10 นาที

Magnetic Bearing Compressor (Turbocor) vs Screw Compressor — เทียบ TCO 15 ปีในงานชิลเลอร์ไทย

เปรียบเทียบคอมเพรสเซอร์ชิลเลอร์ 2 ชนิด: magnetic bearing centrifugal แบบ oil-free (Danfoss Turbocor) กับ screw compressor แบบ positive displacement — ครอบคลุมประสิทธิภาพ part-load IPLV, ต้นทุนเริ่มต้น, ค่าบำรุงรักษา, oil-free vs oil-flooded, surge limit, และโมเดล TCO 15 ปีที่ค่าไฟไทย ~฿4.5/kWh พร้อมแนวทางเลือกให้ตรงงาน data center, โรงพยาบาล, ห้าง และโรงงาน

อ่าน
บทความ·9 นาที

ระบบตรวจจับน้ำยาแอร์รั่ว ASHRAE 15 / EN 378 / ISO 5149 — คู่มือเลือก Gas Detector สำหรับโรงงานและห้องเครื่องในไทย

คู่มือระบบตรวจจับสารทำความเย็นรั่ว (refrigerant leak detection) ตาม ASHRAE 15, EN 378 และ ISO 5149: ชนิดเซนเซอร์ (NDIR/semiconductor/electrochemical/heated-diode), เกณฑ์แจ้งเตือน RCL และ 25% LFL, ตำแหน่งติดตั้ง, ข้อกำหนด A2L (R-32/R-454B) ตาม IEC 60335-2-40, machinery room ventilation และข้อกำหนดงานราชการในไทย

อ่าน
บทความ·9 นาที

R-134a เลิกใช้เมื่อไร? ไทม์ไลน์ phase-down ตาม Kigali Amendment และแผนเปลี่ยนน้ำยาทดแทนในไทย

คู่มือไทม์ไลน์การลดใช้ R-134a: ทำไม R-134a ไม่ได้ถูกห้ามตาม Montreal Protocol เดิมแต่อยู่ใต้ Kigali Amendment (HFC phasedown), ตารางลดโควตา HFC ของไทย (DIW), EU F-Gas + MAC Directive, น้ำยาทดแทน R-1234yf (รถยนต์) และ R-513A/R-1234ze (chiller) พร้อมแผนเปลี่ยนสำหรับโรงงานและรถยนต์ในไทย

อ่าน
บทความ·9 นาที

R-744 (CO2) vs R-23 สำหรับห้องเย็นอุณหภูมิต่ำพิเศษ — เลือกน้ำยาระบบ Cascade ในงาน food/pharma ไทย

เปรียบเทียบน้ำยาทำความเย็นอุณหภูมิต่ำพิเศษ (ultra-low temperature): R-744 (CO2) GWP 1 กับ R-23 (HFC-23) GWP สูงมาก สำหรับงานแช่แข็งเร็ว -40°C, ตู้แช่ ULT -86°C, ระบบ cascade high/low stage, ขีดจำกัด triple point ของ CO2 ที่ -56.6°C, ทางเลือก R-508B/R-170 และการเลือกให้ตรงงานในไทย

อ่าน