Sahawatthanakit (1988) Co., Ltd.
SAHAWATTHANAKIT(1988) · Make It Smart
กลับไปดูบทความทั้งหมด
Sahawatthanakit (1988) Engineering Team9 นาที

R-744 (CO2) vs R-23 สำหรับห้องเย็นอุณหภูมิต่ำพิเศษ — เลือกน้ำยาระบบ Cascade ในงาน food/pharma ไทย

เปรียบเทียบน้ำยาทำความเย็นอุณหภูมิต่ำพิเศษ (ultra-low temperature): R-744 (CO2) GWP 1 กับ R-23 (HFC-23) GWP สูงมาก สำหรับงานแช่แข็งเร็ว -40°C, ตู้แช่ ULT -86°C, ระบบ cascade high/low stage, ขีดจำกัด triple point ของ CO2 ที่ -56.6°C, ทางเลือก R-508B/R-170 และการเลือกให้ตรงงานในไทย

refrigerantr744co2r23ultra-low-temperaturecascadethailand
ระบบทำความเย็นแบบ cascade สำหรับห้องเย็นอุณหภูมิต่ำพิเศษในงานอาหารและเภสัช

Photo by Unsplash

สรุป (TL;DR)

เปรียบเทียบน้ำยาทำความเย็นอุณหภูมิต่ำพิเศษ (ultra-low temperature): R-744 (CO2) GWP 1 กับ R-23 (HFC-23) GWP สูงมาก สำหรับงานแช่แข็งเร็ว -40°C, ตู้แช่ ULT -86°C, ระบบ cascade high/low stage, ขีดจำกัด triple point ของ CO2 ที่ -56.6°C, ทางเลือก R-508B/R-170 และการเลือกให้ตรงงานในไทย

งานทำความเย็น "อุณหภูมิต่ำพิเศษ" (ultra-low temperature, ULT) — ตั้งแต่แช่แข็งเร็วอาหารที่ -40°C ไปจนถึงตู้แช่ตัวอย่างชีวภาพ/วัคซีนที่ -80°C — น้ำยาแอร์ทั่วไป (R-410A, R-134a) ทำไม่ได้ ต้องใช้น้ำยาเฉพาะในระบบ cascade

คำถามหลักคือ: เลือก R-744 (CO2) ที่เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม หรือ R-23 ที่ลงไปเย็นได้ลึกกว่า? บทความนี้เปรียบเทียบให้ชัดตามช่วงอุณหภูมิงานจริง


1. ทำไมงานเย็นจัดต้องใช้น้ำยาพิเศษ

น้ำยาทั่วไปออกแบบมาสำหรับช่วง 0°C ถึง -30°C. เมื่อต้องการต่ำกว่านั้น เกิดปัญหา:

  • ความดันด้าน suction ต่ำมากจน compressor ดูดได้ไม่พอ (ประสิทธิภาพตก)
  • น้ำยาบางตัวเข้าใกล้จุดเยือกแข็งของตัวเอง
  • อัตราส่วนการอัด (compression ratio) สูงเกินจน compressor ตัวเดียวรับไม่ไหว

ทางออกคือ ระบบ cascade — แยกเป็น 2 ชั้น แต่ละชั้นใช้น้ำยาที่เหมาะกับช่วงอุณหภูมิของตน


2. ระบบ Cascade ทำงานอย่างไร

flowchart LR
    A[High-stage
R-744 หรือ R-449A] -->|ระบายความร้อน| B[Cascade Heat Exchanger] B -->|ทำให้ low-stage ควบแน่น| C[Low-stage
R-23 / R-508B / CO2] C -->|ดึงความเย็นจากห้อง| D[ห้องเย็น -40 ถึง -80°C]
  • High-stage ใช้น้ำยาช่วงอุณหภูมิกลาง ทำหน้าที่ "ระบายความร้อน" ให้ชั้นล่าง
  • Low-stage ใช้น้ำยาเย็นจัด สัมผัสกับห้องเย็นโดยตรง
  • ทั้งสองเชื่อมกันผ่าน cascade heat exchanger (ไม่ผสมน้ำยากัน)

จุดสำคัญของการเลือกคือ น้ำยา low-stage เพราะมันกำหนดอุณหภูมิต่ำสุดที่ระบบทำได้


3. R-744 (CO2) — ขีดจำกัดที่ triple point

คุณสมบัติ R-744 (CO2)
GWP 1 (อ้างอิงฐาน)
ODP 0
Safety class A1 (ไม่ติดไฟ ไม่เป็นพิษเฉียบพลัน)
จุดเดือด (1 atm) -78.5°C (sublimation)
Triple point -56.6°C ที่ 5.2 bar
ความดันใช้งาน สูงมาก (ต้องอุปกรณ์ทนแรงดันเฉพาะ)

ขีดจำกัดสำคัญ: CO2 มี triple point ที่ -56.6°C — ต่ำกว่านี้ในวงจรปกติ CO2 จะ แข็งตัวเป็นน้ำแข็งแห้ง อุดตันระบบ. ในทางปฏิบัติ CO2 ใน low-stage ทำได้ราว -50°C ถึง -54°C อย่างปลอดภัย

เหมาะกับ: แช่แข็งเร็วอาหาร (-40°C), ห้องเย็นเก็บอาหารแช่แข็ง, supermarket — ช่วงที่ CO2 ทำได้ดีและ GWP = 1


4. R-23 (HFC-23) — ลงลึกได้ถึง -80°C แต่ GWP มหาศาล

คุณสมบัติ R-23
GWP ~14,800 (สูงมาก)
ODP 0
Safety class A1
จุดเดือด (1 atm) -82°C
ช่วงอุณหภูมิงาน -50°C ถึง -100°C (low-stage)
สถานะกำกับ phase-down เข้มตาม Kigali

R-23 ลงไปเย็นได้ลึกที่ CO2 ทำไม่ได้ จึงยังจำเป็นในงาน ULT จริงๆ เช่น:

  • ตู้แช่ตัวอย่างชีวภาพ/วัคซีน -80°C
  • environmental test chamber
  • งานวิจัย/เภสัชที่ต้องการ -70°C ลงไป

ข้อเสียใหญ่: GWP ~14,800 (1 กก. = CO2 เกือบ 15 ตัน!) ทำให้กินโควตา HFC มหาศาลและถูก phase-down เข้ม → ราคาขึ้นและหายากขึ้นเรื่อยๆ. R-23 ยังเป็น by-product ของการผลิต HCFC-22 ที่กำลังลดลง


5. ตารางเปรียบเทียบ — เลือกตามช่วงอุณหภูมิ

ช่วงอุณหภูมิงาน น้ำยา low-stage แนะนำ เหตุผล
-30 ถึง -40°C (แช่แข็งอาหาร) R-744 (CO2) GWP 1, ราคาถูก, อยู่เหนือ triple point สบาย
-40 ถึง -54°C (blast freezer หนัก) R-744 (CO2) ยังทำได้ ใกล้ขีดจำกัดล่างของ CO2
-56 ถึง -70°C R-23 หรือ R-508B ต่ำกว่า triple point CO2 แล้ว
-70 ถึง -86°C (ULT lab/pharma) R-23 / R-508B ต้องการความลึกที่ CO2 ทำไม่ได้

กฎง่ายๆ: ถ้างาน ≥ -54°C → เลือก CO2 (เขียว + ถูก). ถ้าต้อง < -56°C จริงๆ → จำเป็นต้องใช้ R-23/R-508B (ยอมรับ GWP สูง)


6. ทางเลือกอื่นและแนวโน้ม

  • R-508B — azeotrope (R-23 + R-116) จุดเดือด -87°C, GWP สูงเช่นกัน (~13,400) ใช้แทน R-23 ในบางระบบ ULT
  • R-170 (ethane) — natural, GWP ~6, ลงได้ลึก แต่ ติดไฟ (A3) ต้องออกแบบความปลอดภัยเข้มงวด นิยมในงาน ULT ปิดผนึก charge น้อย
  • R-1150 (ethylene) — natural อีกตัวสำหรับ ULT แต่ A3 เช่นกัน
  • แนวโน้ม: ระบบใหม่พยายามเลี่ยง R-23/R-508B GWP สูง → หันไป CO2 (สูงสุดเท่าที่ triple point ยอม) + natural low-GWP ใน low-stage เมื่อความปลอดภัยเอื้อ

7. ความปลอดภัย + ข้อกำหนดในไทย

  • CO2: ไม่ติดไฟ แต่หนักกว่าอากาศ + ไม่มีกลิ่น → ขาดออกซิเจนในที่อับ. ต้องมีเซนเซอร์ CO2 (NDIR) ใกล้พื้น + ระบายอากาศ (ดู ระบบตรวจจับน้ำยารั่ว ASHRAE 15/EN 378/ISO 5149)
  • ความดันสูง: ระบบ CO2 ทำงานความดันสูงมาก ต้องใช้ท่อ/อุปกรณ์/วาล์วที่ออกแบบมาเฉพาะ
  • R-23/R-508B: เป็นวัตถุอันตราย (ใบ วอ.) + อยู่ใต้โควตา HFC (DIW) — ขอ AHRI 700 ทุกล็อต
  • งาน TOR food/pharma มักกำหนดมาตรฐาน cold chain + เอกสารน้ำยา + แผนตรวจรั่ว

ตารางสรุป

R-744 (CO2) R-23
GWP 1 ~14,800
Safety A1 A1
อุณหภูมิต่ำสุด (ปฏิบัติ) ~-54°C (triple point -56.6°C) -80 ถึง -100°C
ความดัน สูงมาก ปกติ
สถานะกำกับ natural, ไม่โดน phase-down phase-down เข้ม (Kigali)
เหมาะกับ แช่แข็งอาหาร -40°C, supermarket ULT lab/pharma -80°C

คำถามที่พบบ่อย

Q: ระบบ CO2 transcritical กับ cascade ต่างกันอย่างไร?

A: Transcritical = CO2 เป็นน้ำยาตัวเดียวทั้งระบบ ทำงานเหนือจุดวิกฤต นิยมในซูเปอร์มาร์เก็ตเมืองหนาว/อากาศกลาง. Cascade = CO2 เป็น low-stage คู่กับ high-stage อีกตัว เหมาะอากาศร้อนอย่างไทยและงานเย็นจัด เพราะ transcritical ประสิทธิภาพตกเมื่ออากาศร้อน

Q: เปลี่ยนจาก R-23 เป็น CO2 ได้เลยไหม?

A: ไม่ใช่การเปลี่ยนน้ำยาเฉยๆ — เป็นการเปลี่ยน "ระบบ" เพราะ CO2 ทำงานความดันสูงกว่ามากและมีขีดจำกัด triple point. ทำได้เฉพาะเมื่อออกแบบระบบใหม่และอุณหภูมิงานอยู่ในช่วงที่ CO2 รับได้ (≥ -54°C)

Q: น้ำแข็งแห้ง (dry ice) เกี่ยวอะไรกับ CO2 ในระบบ?

A: น้ำแข็งแห้งคือ CO2 แข็ง — เป็นสิ่งที่เราต้อง "เลี่ยง" ในวงจรทำความเย็น. ถ้า CO2 ในระบบลงต่ำกว่า triple point (-56.6°C) มันจะแข็งตัวอุดตัน expansion valve/ท่อ ทำให้ระบบล่ม

Q: งานวัคซีน -80°C ไทยใช้น้ำยาอะไร?

A: ตู้แช่ ULT -80°C ส่วนใหญ่ใช้ cascade ที่ low-stage เป็น R-23 หรือ R-508B (หรือ natural R-170 ในบางรุ่นปิดผนึก). CO2 ทำ -80°C ไม่ได้เพราะ triple point. เลือกตามรุ่นเครื่องและข้อกำหนด cold chain


ติดต่อขอใบเสนอราคา

ทีมงานสหวัฒนกิจจำหน่ายน้ำยาทำความเย็นครบช่วงอุณหภูมิ — R-744 (CO2), R-23, R-508B และน้ำยา high-stage (R-449A/R-513A) รับรอง AHRI 700 (2019) + ใบอนุญาตวัตถุอันตราย (วอ.) ครบ ช่วยจับคู่น้ำยากับช่วงอุณหภูมิงานและข้อกำหนดความปลอดภัย

แชร์:LINEFacebook
บริการที่เกี่ยวข้อง

ต้องการให้ทีมช่วยเหลือเรื่องนี้?

ทีมงานรับเสนอราคา + จัดส่ง + ติดตั้งครบวงจรในหัวข้อที่บทความนี้พูดถึง — ใบเสนอราคาฟรี ภายใน 2 ชั่วโมง

คำถามที่พบบ่อย

1

CO2 (R-744) ลงไปเย็นได้ต่ำสุดเท่าไร?

+
CO2 มีข้อจำกัดที่ 'triple point' ที่ -56.6°C (ความดัน 5.2 bar) — ต่ำกว่านี้ CO2 จะกลายเป็นน้ำแข็งแห้ง (แข็งตัว) ในวงจรปกติ. ในทางปฏิบัติ CO2 ใน low-stage ของ cascade ทำได้ราว -50°C ถึง -54°C ซึ่งครอบคลุมงานแช่แข็งเร็วอาหาร (-40°C) ได้สบาย. แต่ถ้าต้องการต่ำกว่า -56°C เช่นตู้แช่ ULT -80°C ต้องใช้ R-23 หรือ R-508B ใน low-stage แทน
2

ทำไม R-23 ยังถูกใช้ทั้งที่ GWP สูงมาก?

+
เพราะ R-23 มีจุดเดือด -82°C ลงไปเย็นได้ลึกถึง -80°C ถึง -100°C ซึ่ง CO2 ทำไม่ได้. งานที่ต้องการอุณหภูมิต่ำมาก (ตู้แช่ตัวอย่างชีวภาพ, วัคซีน, blast freezer พิเศษ) จึงยังพึ่ง R-23 ใน low-stage. ข้อเสียคือ GWP สูงมาก (~14,800) และถูก phase-down เข้มตาม Kigali → ราคาขึ้นและหายากขึ้น
3

ระบบ cascade คืออะไร ทำไมต้องใช้กับงานเย็นจัด?

+
Cascade = ระบบทำความเย็น 2 ชั้นซ้อนกัน: 'high-stage' ใช้น้ำยาที่เหมาะอุณหภูมิกลาง (เช่น R-744, R-449A) ระบายความร้อนให้ 'low-stage' ที่ใช้น้ำยาเย็นจัด (R-23/R-508B) ผ่าน heat exchanger กลาง. ใช้เพราะน้ำยาตัวเดียวไม่สามารถครอบคลุมช่วงอุณหภูมิกว้างมาก (จากห้องถึง -80°C) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4

งานแช่แข็งอาหาร -40°C ควรเลือก CO2 หรือ R-23?

+
เลือก CO2 (R-744). ที่ -40°C อยู่ในช่วงที่ CO2 ทำได้ดี (เหนือ triple point) GWP = 1 เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม ราคาน้ำยาถูก และผ่านเกณฑ์ green/TOR ได้ดีกว่า. R-23 เหมาะเฉพาะเมื่อต้องการต่ำกว่า -56°C จริงๆ เท่านั้น
5

CO2 มีข้อควรระวังด้านความปลอดภัยอย่างไร?

+
CO2 ไม่ติดไฟและไม่เป็นพิษเฉียบพลัน (A1) แต่หนักกว่าอากาศและไม่มีกลิ่น → สะสมที่พื้น/หลุมทำให้ขาดออกซิเจน. ต้องมีเซนเซอร์ CO2 (NDIR) ติดใกล้พื้น + ระบายอากาศตาม ASHRAE 15 / EN 378. นอกจากนี้ระบบ CO2 ทำงานที่ความดันสูงมาก ต้องใช้อุปกรณ์ทนแรงดันเฉพาะ
เปรียบเทียบ — ตัดสินใจซื้อ

ตารางเปรียบเทียบที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

บทความ·10 นาที

Magnetic Bearing Compressor (Turbocor) vs Screw Compressor — เทียบ TCO 15 ปีในงานชิลเลอร์ไทย

เปรียบเทียบคอมเพรสเซอร์ชิลเลอร์ 2 ชนิด: magnetic bearing centrifugal แบบ oil-free (Danfoss Turbocor) กับ screw compressor แบบ positive displacement — ครอบคลุมประสิทธิภาพ part-load IPLV, ต้นทุนเริ่มต้น, ค่าบำรุงรักษา, oil-free vs oil-flooded, surge limit, และโมเดล TCO 15 ปีที่ค่าไฟไทย ~฿4.5/kWh พร้อมแนวทางเลือกให้ตรงงาน data center, โรงพยาบาล, ห้าง และโรงงาน

อ่าน
บทความ·9 นาที

ระบบตรวจจับน้ำยาแอร์รั่ว ASHRAE 15 / EN 378 / ISO 5149 — คู่มือเลือก Gas Detector สำหรับโรงงานและห้องเครื่องในไทย

คู่มือระบบตรวจจับสารทำความเย็นรั่ว (refrigerant leak detection) ตาม ASHRAE 15, EN 378 และ ISO 5149: ชนิดเซนเซอร์ (NDIR/semiconductor/electrochemical/heated-diode), เกณฑ์แจ้งเตือน RCL และ 25% LFL, ตำแหน่งติดตั้ง, ข้อกำหนด A2L (R-32/R-454B) ตาม IEC 60335-2-40, machinery room ventilation และข้อกำหนดงานราชการในไทย

อ่าน
บทความ·9 นาที

R-134a เลิกใช้เมื่อไร? ไทม์ไลน์ phase-down ตาม Kigali Amendment และแผนเปลี่ยนน้ำยาทดแทนในไทย

คู่มือไทม์ไลน์การลดใช้ R-134a: ทำไม R-134a ไม่ได้ถูกห้ามตาม Montreal Protocol เดิมแต่อยู่ใต้ Kigali Amendment (HFC phasedown), ตารางลดโควตา HFC ของไทย (DIW), EU F-Gas + MAC Directive, น้ำยาทดแทน R-1234yf (รถยนต์) และ R-513A/R-1234ze (chiller) พร้อมแผนเปลี่ยนสำหรับโรงงานและรถยนต์ในไทย

อ่าน
บทความ·9 นาที

Glycol Chiller vs DX Cooling สำหรับโรงงานอาหาร — เลือกระบบทำความเย็นตาม ASHRAE 90.1 / BEC ไทย

เปรียบเทียบระบบทำความเย็น 2 แบบสำหรับงาน food processing: DX (Direct Expansion) ที่น้ำยาระเหยในคอยล์โดยตรง กับ Glycol Chiller ระบบ secondary loop ที่ใช้ propylene glycol — ครอบคลุมข้อจำกัด refrigerant charge ตาม ASHRAE 15 / EN 378, ความปลอดภัยอาหาร PG vs EG, ประสิทธิภาพพลังงานตาม ASHRAE 90.1 / BEC, การเลือก concentration ของ glycol, และแนวทางเลือกให้ตรงงานโรงงานอาหารไทย

อ่าน