ค่า kVA อย่างเดียวสั่ง GPU ไม่ได้ — ต้องตอบ 4 ข้อ: (1) อากาศยานต้องการ 400 Hz อย่างเดียวหรือต้องมี 28 VDC ด้วย (2) กำลังจริงและจำนวนช่องจ่าย (3) จะรับไฟจากระบบสนามบินผ่านเครื่องแปลงความถี่ หรือใช้เครื่องยนต์ดีเซลในตัว (4) จุดที่สเปกต้องผ่าน — ISO 6858:2017 วัดที่ขั้วต่อของอากาศยาน จึงเป็นหน้าที่ผู้ซื้อที่ต้องเผื่อแรงดันตกในสายจ่าย
ใบขอราคาบริภัณฑ์ภาคพื้นที่เข้ามาถึงเรา ส่วนใหญ่เขียนความต้องการไว้บรรทัดเดียว — "เครื่องจ่ายไฟภาคพื้น ขนาด 90 kVA จำนวน 1 เครื่อง"
บรรทัดนั้นดูครบ แต่สั่งของไม่ได้ เพราะ kVA บอกแค่ขนาด ไม่ได้บอกว่าไฟที่จ่ายออกไปเป็นไฟแบบไหน ต่อเข้ากับอะไร และวัดค่าที่จุดใด ผลที่ตามมาคือผู้เสนอราคาแต่ละรายตีความไม่เหมือนกัน บางรายเสนอเครื่องที่ต้องรับไฟจากระบบของสนามบิน บางรายเสนอเครื่องที่มีเครื่องยนต์ดีเซลในตัว ราคาต่างกันมาก และฝ่ายจัดซื้อเทียบกันไม่ได้เลยทั้งที่ทั้งสองรายตอบ "90 kVA" ถูกต้องตาม TOR
บทความนี้ไล่ค่าที่ต้องระบุจริง โดยอ้างมาตรฐานที่เปิดตรวจได้ ไม่ใช่คำโฆษณา
1. ไฟที่อากาศยานต้องการ ไม่ใช่ไฟที่เครื่องผลิตได้
จุดเริ่มต้นคือฝั่งอากาศยาน ไม่ใช่ฝั่งเครื่องจ่ายไฟ
MIL-STD-704 เป็นมาตรฐานของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ที่กำหนดคุณลักษณะไฟฟ้าที่อากาศยานต้องได้รับ ณ ขั้วเข้าของอุปกรณ์ที่ใช้ไฟ ครอบคลุมแรงดัน ความถี่ เฟส ตัวประกอบกำลัง ริปเปิล กระแสสูงสุด สัญญาณรบกวนทางไฟฟ้า และสภาวะผิดปกติ ระบบหลักที่มาตรฐานนี้วางไว้คือ
- ไฟสลับ 115/200 V ความถี่ 400 Hz (ค่า 200 V คือค่าของระบบสามเฟส)
- ไฟตรงแรงดันปกติ 28 V
และสิ่งที่มักถูกมองข้าม — MIL-STD-704 เปิดทางให้ใช้ระบบทางเลือกได้ด้วย ทั้ง ระบบความถี่แปรผัน ที่ความถี่เปลี่ยนในช่วงประมาณ 360–800 Hz และ ระบบแรงดันสองเท่า ที่ 230/400 V 400 Hz ถ้าฝูงบินมีอากาศยานหลายรุ่นหลายยุคปนกัน การเหมาว่าทุกลำใช้ 115/200 V 400 Hz คือความเสี่ยงที่ควรปิดตั้งแต่ขั้นเขียนความต้องการ
ฝั่งยุโรปมี EN 2282:1992 ที่กำหนดคุณลักษณะไฟฟ้าที่จ่ายเข้าขั้วของอุปกรณ์บนอากาศยาน โดยระบุไว้ชัดว่าใช้ได้ทั้งกับระบบไฟบนอากาศยานและระบบไฟภาคพื้น โครงสร้างของมาตรฐานแยกเป็นระบบไฟสลับ 115/200 V 400 Hz ระบบไฟตรง 28 V และระบบพิเศษ พร้อมวิธีทดสอบแรงดันกระโชก (voltage spike) ที่อุปกรณ์สร้างขึ้นเอง
2. จุดที่สเปกต้องผ่าน คือขั้วต่อของอากาศยาน ไม่ใช่ขั้วออกของเครื่อง
ข้อนี้เป็นข้อที่เปลี่ยนผลการตรวจรับได้มากที่สุด และเป็นข้อที่ TOR ไทยมักไม่เขียน
ISO 6858:2017 กำหนดคุณลักษณะทางไฟฟ้าและข้อกำหนดการเชื่อมต่อระหว่างอากาศยานกับแหล่งจ่ายไฟภาคพื้น ครอบคลุมแหล่งผลิตไฟภายนอกทั้งที่เป็นระบบจ่ายรวมของสนามบินและที่เป็นเครื่องจ่ายเฉพาะจุด โดยค่าทางไฟฟ้าที่มาตรฐานกำหนด — ไฟตรง 28 V และไฟสลับสามเฟส 400 Hz ที่ 115/200 V หรือ 230/400 V — เป็นค่าที่ วัดที่ขั้วต่อของอากาศยาน (aircraft attaching connector) ตามที่มาตรฐานชี้ไว้ใน Figure 1
ความต่างระหว่าง "วัดที่ขั้วออกของเครื่อง" กับ "วัดที่ขั้วต่อของอากาศยาน" คือแรงดันที่ตกไปในสายจ่ายและหัวต่อ ซึ่งเป็นของจริงและขึ้นกับความยาวสาย ขนาดตัวนำ และสภาพหัวต่อ เครื่องที่ผ่านการทดสอบที่ขั้วของตัวเองอย่างสวยงาม ยังอาจจ่ายไฟไม่ถึงเกณฑ์เมื่อวัดที่ปลายทางหากสายจ่ายยาวเกินกว่าที่ออกแบบไว้
ผลในทางปฏิบัติ 2 ข้อ
- ระบุความยาวสายจ่ายที่ต้องใช้จริงใน TOR ไม่ใช่รับความยาวมาตรฐานที่ผู้ขายแถมมา ระยะจากจุดจอดเครื่องถึงช่องรับไฟของอากาศยานแต่ละแบบไม่เท่ากัน
- ระบุว่าการทดสอบตรวจรับจะวัดที่จุดใด ถ้าไม่เขียน ผู้ขายจะวัดที่จุดที่ตัวเองผ่าน
ISO 6858:2017 ยังรวมข้อกำหนดด้านความปลอดภัยไว้ด้วย แต่ระบุชัดเจนว่าไม่ครอบคลุมประเด็นสมรรถนะและความปลอดภัยที่อยู่ภายใต้การกำกับของแต่ละภูมิภาค และไม่ครอบคลุมข้อกำหนดเพื่อการควบคุมการจราจรภาคพื้น เช่น จุดลากจูง ไฟระบุตัวตนและไฟเตือน — ส่วนเหล่านี้ต้องไปอ้างระเบียบของหน่วยงานและของสนามบินเอง อย่าคาดว่า "ผ่าน ISO 6858" แล้วจะครบทุกเรื่อง
3. 400 Hz อย่างเดียว หรือต้องมี 28 VDC ด้วย
คำถามแรกที่ต้องตอบก่อนดูรุ่น
อากาศยานบางแบบต้องการเฉพาะไฟสลับ 400 Hz บางแบบต้องการไฟตรง 28 V ด้วยสำหรับงานบางลักษณะ และมีรุ่นของเครื่องจ่ายไฟที่จ่ายได้ทั้งสองอย่างจากเครื่องเดียว การตอบข้อนี้ผิดทำให้ต้องซื้อเครื่องที่สองโดยไม่จำเป็น หรือแย่กว่านั้นคือได้เครื่องที่ใช้กับอากาศยานบางแบบในฝูงไม่ได้เลย
วิธีตรวจที่เร็วที่สุดคือไล่จากคู่มือของอากาศยานแต่ละแบบที่ต้องรองรับ แล้วทำตารางว่าแบบไหนต้องการอะไร ไม่ใช่ถามจากความคุ้นเคยของช่างคนใดคนหนึ่ง
4. กำลังไฟและจำนวนช่องจ่าย — ตัวที่ดันขนาดขึ้น มักไม่ใช่ขนาดอากาศยาน
เรื่องที่เข้าใจผิดกันบ่อย คือคิดว่าอากาศยานลำใหญ่ต้องใช้เครื่องกำลังสูง
ตัวที่ดันความต้องการขึ้นไปถึงรุ่นกำลังสูงระดับ 180 kVA ส่วนใหญ่คือ จำนวนลำที่ต้องจ่ายไฟพร้อมกัน และจำนวนช่องจ่ายที่ต้องมี ไม่ใช่ขนาดของลำใดลำหนึ่ง หน่วยงานที่มีลานจอดหลายหลุมและต้องเตรียมอากาศยานพร้อมกันหลายลำ จึงควรคิดจากรูปแบบการใช้งานจริงในชั่วโมงที่ยุ่งที่สุด แล้วเลือกระหว่างเครื่องกำลังสูงหลายช่องจ่ายหนึ่งเครื่อง กับเครื่องเล็กหลายเครื่อง ซึ่งเป็นการแลกกันระหว่างราคาต่อหน่วย ความยืดหยุ่นในการเคลื่อนย้าย และผลเมื่อเครื่องใดเครื่องหนึ่งเข้าซ่อม
5. แหล่งพลังงาน: รับไฟจากสนามบิน หรือมีเครื่องยนต์ในตัว
ข้อนี้แยกเครื่องออกเป็นสองตระกูลที่ราคาและข้อจำกัดต่างกันมาก
- แบบรับไฟจากระบบของสนามบิน ต้องใช้เครื่องแปลงความถี่ (frequency converter) แปลงไฟจากระบบจ่ายของสนามบินให้เป็น 400 Hz เหมาะกับจุดจอดที่มีไฟภาคพื้นเดินถึง ต้นทุนเดินเครื่องต่ำกว่า ไม่มีไอเสีย ไม่มีเสียงเครื่องยนต์
- แบบมีเครื่องยนต์ดีเซลในตัว ใช้เมื่อไม่มีไฟภาคพื้นให้ต่อ เช่น ลานจอดระยะไกล พื้นที่ปฏิบัติการชั่วคราว หรือเป็นเครื่องสำรองเมื่อระบบจ่ายของสนามบินขัดข้อง แลกมาด้วยค่าเชื้อเพลิง งานบำรุงรักษาเครื่องยนต์ และข้อกำหนดเรื่องการจัดเก็บเชื้อเพลิง
หน่วยงานหลายแห่งต้องมีทั้งสองแบบด้วยเหตุผลที่ต่างกัน การเขียน TOR รวมสองแบบไว้ในบรรทัดเดียวแล้วเทียบราคา จึงเป็นการเทียบของที่ไม่ใช่ของชนิดเดียวกัน
6. รถลากอากาศยาน: อ่านสองค่าคู่กันเสมอ
สำหรับรถลากอากาศยาน การเลือกเริ่มจากน้ำหนักอากาศยานสูงสุดที่ต้องลาก แล้วอ่านสองค่าควบกัน
- น้ำหนักตัวรถ — เป็นตัวกดล้อให้เกาะพื้นลาน
- แรงดึงที่คานลาก (drawbar pull) ที่ผู้ผลิตประกาศไว้
ดูค่าใดค่าหนึ่งเดี่ยวๆ จะพลาด เพราะแรงดึงที่ประกาศไว้ใช้ไม่ได้จริงถ้าน้ำหนักไม่พอจะกดล้อให้ยึดเกาะ ล้อจะหมุนฟรีก่อนที่จะออกแรงดึงได้ถึงค่าที่ประกาศ รถลากแบบมีคานลาก (Conventional) มีรุ่นย่อยไล่ตามคลาสน้ำหนัก เพื่อให้เลือกตรงกับแบบอากาศยานที่ใช้งานจริง ไม่ต้องซื้อเกินความจำเป็น
7. ข้อมูลที่ต้องส่งมา เพื่อให้ได้ใบเสนอราคาที่เทียบกันได้
ถ้าส่ง 4 ข้อนี้มา เราคัดรุ่นที่เข้าเกณฑ์พร้อมตารางเทียบคุณสมบัติรายข้อกลับไปให้
- แบบอากาศยานที่ต้องรองรับ ทุกแบบในฝูง ไม่ใช่แบบที่ใช้บ่อยที่สุด
- ความต้องการไฟ — 400 Hz อย่างเดียว หรือมี 28 VDC ด้วย และกำลังที่ต้องการ
- รูปแบบการติดตั้ง — แบบลากจูง ติดตั้งกับที่ หรือบนรถพ่วง
- ปริมาณและกำหนดส่งมอบ
ถ้ามีเอกสาร TOR หรือใบขอราคาเดิมอยู่แล้ว ส่งมาตามนั้นได้เลย เราเสนอโดยอ้างเลขข้อให้ตรงกัน เพื่อให้ฝ่ายจัดซื้อตรวจทานทีละบรรทัดได้
ค่าสเปกที่เราอ้าง มาจากไหน
ทุกค่ามาจากเอกสารข้อมูลจำเพาะของผู้ผลิตโดยตรง และเราระบุแหล่งที่มาไว้ทุกหน้าของแคตตาล็อก ไม่ใช้คำโฆษณาแทนค่าที่วัดได้ มาตรฐานที่อ้างถึงเป็นมาตรฐานที่ตรวจสอบได้ ได้แก่ MIL-STD-704, ISO 6858, ISO 1540, SAE ARP5015, EN 2282 และ MIL-STD-461 สำหรับงานที่กำหนดการควบคุมสัญญาณรบกวน
ข้อมูลจำเพาะเปลี่ยนได้ตามรุ่นย่อยและตัวเลือกที่สั่ง จึงยึดเอกสารฉบับล่าสุดของผู้ผลิตเสมอ ขอฉบับเต็มได้
บทบาทของเราในงานนี้
สหวัฒนกิจ (1988) ไม่ได้เป็นตัวแทนผูกขาดของผู้ผลิต GSE รายใด และไม่ใช่ผู้ผลิตเอง บทบาทของเราคือจัดหาและคัดรุ่นให้หน่วยงาน ซึ่งเป็นเหตุผลที่เราเทียบรุ่นข้ามผู้ผลิตยุโรป สหรัฐฯ และเอเชียได้ตามที่งานต้องการจริง ไม่ใช่ตามสต็อกที่ถืออยู่
เราขึ้นทะเบียนเป็นผู้ขายกับ บริษัท อุตสาหกรรมการบิน จำกัด (TAI) และได้ขยายขอบเขตงานมาครอบคลุมบริภัณฑ์ภาคพื้นอากาศยาน (GSE)
ส่งแบบอากาศยานและลักษณะการใช้งานมาที่ 02-096-2118 หรือ 081-866-8368 เราส่งตารางเทียบรายข้อกลับไปให้
รับเอกสารสรุปหัวข้อนี้เป็น PDF
บทสรุป + หัวข้อครบ + มาตรฐานอ้างอิง มีโลโก้ Saha แนบ memo/TOR ได้ทันที — ส่งเข้าอีเมลให้ด้วย
อ่านแล้วมีคำถาม? ให้วิศวกรช่วย
บอกสิ่งที่อยากรู้สั้นๆ — วิศวกรสหวัฒนกิจช่วยเลือกสเปกที่เหมาะ พร้อมใบเสนอราคาจริง ไม่มีค่าบริการ
ต้องการให้ทีมช่วยเหลือเรื่องนี้?
ทีมงานรับเสนอราคา + จัดส่ง + ติดตั้งครบวงจรในหัวข้อที่บทความนี้พูดถึง — ใบเสนอราคาฟรี อย่างรวดเร็วในเวลาทำการ
อีกสายงานหนึ่งของเรา — เครื่องมือหลังบ้านสำหรับ SME
ทะเบียนใบเสนอราคา + Win Rate (ไทย + English ในชุดเดียว)
ส่งใบเสนอราคาไปแล้วเงียบ — ทะเบียนใบเสนอราคาที่บอกว่าวันนี้ควรตามใบไหนก่อน และอัตราปิดงานจริงของคุณเท่าไหร่
คำถามที่พบบ่อย
1TOR เขียนแค่ 'เครื่องจ่ายไฟภาคพื้น 90 kVA' พอไหม?
+
2ISO 6858 กำหนดให้วัดค่าไฟที่จุดไหน?
+
3ทำไมบางมาตรฐานพูดถึง 360–800 Hz และ 230/400 V ด้วย?
+
4รถลากอากาศยานเลือกคลาสจากอะไร?
+
5สหวัฒนกิจเป็นตัวแทนจำหน่ายของผู้ผลิต GSE รายไหน?
+
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
สั่งวัสดุซ่อมสีอากาศยานให้ตรวจรับผ่าน — สเปกที่ต้องระบุ และทำไมอายุคงเหลือต้องนับที่วันรับของ
คู่มือจัดซื้อวัสดุซ่อมสีและเตรียมผิวอากาศยาน — ทำไมการเขียน MIL-T-81772B เฉยๆ ยังไม่พอ (มี 3 ชนิด Type I เป็นทินเนอร์โพลียูรีเทน), ทำไมอายุคงเหลือต้องกำหนดที่วันผู้ซื้อรับของ เมื่อ MIL-T-81772B Type I มีอายุเพียง 1 ปีจากวันผลิต, เกรดของ TT-I-735, มาตรฐานที่ถูก stabilized อย่าง AMS3180 (โทลูอีน) และวิธีสั่งวัสดุขัดเป็นชุดตามลำดับขั้น
สแกน 3 มิติ (LiDAR) + ระบบป้องกันการกัดกร่อน: เจอ 'อาการ' ก่อนพัง แล้วหยุด 'ต้นเหตุ' ที่เหล็กเสริม
ทำไมงานตรวจสอบโครงสร้างสมัยใหม่ต้องทำ 2 อย่างคู่กัน — สแกน 3 มิติ (LiDAR) รังวัดการทรุดตัว-ร้าว-คอนกรีตกะเทาะระดับมิลลิเมตร แล้วต่อยอดด้วยระบบป้องกันการกัดกร่อน (Cathodic Protection) หยุดสนิมเหล็กเสริมที่เป็นต้นเหตุจริง อธิบายวงจร สำรวจ→วินิจฉัย→ป้องกัน→เฝ้าระวัง สำหรับสะพาน อาคาร และงานราง พร้อมระดับความละเอียดจริง (ซม./มม.) ที่ทำได้แบบไม่เคลมเกิน
Retrofit สารทำความเย็นอุณหภูมิต่ำพิเศษ (VLT/ULT) — แทน R-13B1 / R-503 / R-13 ในฟรีซดรายเออร์และระบบ Cascade ด้วย R-508B อย่างถูกวิธี
คู่มือเปลี่ยนสารทำความเย็นอุณหภูมิต่ำพิเศษ (very-low / ultra-low temperature retrofit) สำหรับฟรีซดรายเออร์ (lyophilizer), ตู้ทดสอบสภาวะ (environmental chamber), blast freezer และระบบ cascade ในไทย: ทำไม R-13B1 (ฮาลอน), R-503, R-13 (CFC) ถึงเลิกผลิต/หาไม่ได้, สารทดแทนยุคใหม่ R-508B ในช่วง −40 ถึง −80°C, หัวใจที่พลาดบ่อยคือการเปลี่ยนน้ำมันคอมเพรสเซอร์ (mineral/AB → POE) และการคืนน้ำมันที่อุณหภูมิต่ำ, ผลของ glide/azeotrope ต่อการชาร์จและ TXV, การ retrofit ระบบ cascade ทั้ง high/low stage, ขั้นตอนที่ถูกต้อง (recover → flush → เปลี่ยน drier/seal → ดูดสุญญากาศลึก < 500 ไมครอน → charge by weight → pulldown), ทำไมความชื้นคือศัตรูตัวฉกาจที่ ULT — พร้อมประเด็น GWP สูงของ R-508B/R-23 ทางเลือก GWP ต่ำ และการนำเข้าสารทำความเย็นที่ต้องมีใบอนุญาตกรมโรงงาน (DIW) ตามพันธกรณี Montreal/Kigali
ตรวจหารูเข็มในงานสี (Holiday/Pinhole Detection) — Wet Sponge vs High-Voltage Spark ตาม NACE/AMPP SP0188 & ASTM D5162
คู่มือตรวจหา holiday/pinhole (รูเข็มที่ตามองไม่เห็น) ในฟิล์มสีกันสนิม: เลือกวิธี low-voltage wet sponge (ฟิล์มบาง < 500 µm) vs high-voltage spark/DC (ฟิล์มหนา > 500 µm) ตาม NACE/AMPP SP0188, SP0490 และ ASTM D5162 — การตั้งแรงดันตาม DFT (ต่ำไปไม่เจอ สูงไปเผาสี), งานที่ต้องตรวจ (ถัง/ท่อ/งานแช่/marine), การ mark-ซ่อม-ตรวจซ้ำ และสิ่งที่ TOR ต้องระบุ
