Sahawatthanakit (1988) Co., Ltd.
SAHAWATTHANAKIT(1988) · Make It Smart
กลับไปดูบทความทั้งหมด
Sahawatthanakit (1988)10 นาที

ค่าคอมมิชชั่นนับรวมในฐานค่าชดเชยไหม? — ทำไมคำตอบถึงไม่ตรงกัน

มีทั้งแนวที่ว่าคอมซึ่งจ่ายเป็นแรงจูงใจตามเป้าไม่ใช่ค่าจ้าง และแนวที่ว่าคอมซึ่งคำนวณจากผลงานเป็นค่าจ้างและต้องนับรวมในค่าชดเชย — บทความนี้วางทั้งสองแนวไว้ตรงๆ ไม่ฟันธงแทนคุณ พร้อมตัวเลขที่บอกว่าเดิมพันใหญ่แค่ไหน

commissionแรงงานค่าชดเชยค่าจ้างเลิกจ้างsmesales-management
สรุป (TL;DR)

มีทั้งแนวที่ว่าคอมซึ่งจ่ายเป็นแรงจูงใจตามเป้าไม่ใช่ค่าจ้าง และแนวที่ว่าคอมซึ่งคำนวณจากผลงานเป็นค่าจ้างและต้องนับรวมในค่าชดเชย — บทความนี้วางทั้งสองแนวไว้ตรงๆ ไม่ฟันธงแทนคุณ พร้อมตัวเลขที่บอกว่าเดิมพันใหญ่แค่ไหน

⚠️ บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อประกอบการตัดสินใจ ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย เรื่องนี้เป็นประเด็นที่ยังมีแนวคำวินิจฉัยขัดกันอยู่ และผลลัพธ์ขึ้นกับข้อเท็จจริงเฉพาะรายอย่างมาก ก่อนตัดสินใจใดๆ เกี่ยวกับค่าชดเชยหรือนโยบายค่าตอบแทน ต้องให้ทนายความด้านแรงงานของบริษัทคุณตรวจข้อเท็จจริงจริงของคุณเอง บทความนี้จงใจไม่ฟันธง เพราะการฟันธงในเรื่องที่ยังไม่ยุติคือการให้ข้อมูลที่ผิด

คำถามที่ราคาแพงที่สุดในห้องประชุม

พนักงานขายอายุงาน 7 ปี ถูกเลิกจ้าง เงินเดือน ฿25,000 คอมเฉลี่ยเดือนละ ฿20,000

ฝ่ายบุคคลคำนวณค่าชดเชยจากเงินเดือน ได้ ฿200,000

พนักงานบอกว่าต้องนับคอมด้วย เป็น ฿360,000

ต่างกัน ฿160,000 จากคนเดียว

ถ้าคุณลองค้นอินเทอร์เน็ตดู คุณจะเจอคำตอบที่ฟันธงชัดเจน — และคุณจะเจอทั้งสองคำตอบ โดยแต่ละฝ่ายก็ดูมั่นใจพอกัน

นั่นไม่ใช่เพราะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเขียนผิด แต่เพราะ มันมีแนวคำวินิจฉัยอยู่จริงทั้งสองทาง


ทำไมเรื่องนี้ถึงเถียงกันไม่จบ

ต้นตอมาจากโครงสร้างของกฎหมายเอง:

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 กำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยแก่ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้าง โดยคิดจาก "ค่าจ้างอัตราสุดท้าย"

กฎหมายไม่ได้เขียนว่า "เงินเดือน" — เขียนว่า "ค่าจ้าง"

และ "ค่าจ้าง" ตามนิยามในกฎหมาย หมายถึงเงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่าย เพื่อตอบแทนการทำงาน

คำถามจึงกลายเป็น: ค่าคอมมิชชั่นที่บริษัทคุณจ่าย เป็นการจ่าย "เพื่อตอบแทนการทำงาน" หรือไม่?

และนี่แหละคือคำถามที่ไม่มีคำตอบสำเร็จรูป เพราะมันขึ้นกับข้อเท็จจริง — ไม่ใช่ขึ้นกับว่าคุณเรียกมันว่าอะไร


แนวที่ 1 — คอมมิชชั่นไม่ใช่ค่าจ้าง

คำพิพากษาฎีกาที่ 3733/2560 ถูกอ้างถึงบ่อยที่สุดในแนวนี้

ตามที่มีการรายงานถึงคำพิพากษาฉบับนี้ ข้อเท็จจริงคือ:

  • นายจ้างจ่ายคอมให้พนักงานขายโดยอิงกับ เป้ายอดขายที่กำหนดไว้เป็นรายปี
  • ถ้าทำไม่ถึงเป้า ไม่ได้รับคอมเลย
  • นายจ้างจ่าย เงินเดือน เป็นค่าตอบแทนการทำงานตามปกติอยู่แล้ว รวมถึงค่าจ้างในวันหยุดและวันลา

เหตุผลของคำวินิจฉัย: เมื่อเงินเดือนทำหน้าที่ตอบแทนการทำงานปกติครบถ้วนแล้ว ค่าคอมมิชชั่นที่จ่ายเพิ่มจึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ จูงใจให้เพิ่มยอดขาย ไม่ใช่การจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานโดยตรง — จึงไม่ถือเป็นค่าจ้าง

ลักษณะเด่นของข้อเท็จจริงในแนวนี้:

องค์ประกอบ ลักษณะ
เงื่อนไขการจ่าย มีเป้าขั้นต่ำ ต้องถึงเป้าก่อนจึงได้
ถ้าทำไม่ถึงเป้า ไม่ได้รับเลย
ความสม่ำเสมอ ไม่แน่นอน บางงวดได้ บางงวดไม่ได้
บทบาทของเงินเดือน ตอบแทนการทำงานปกติครบอยู่แล้ว
วัตถุประสงค์ที่ปรากฏ เป็นแรงจูงใจเพิ่มเติม

แนวที่ 2 — คอมมิชชั่นเป็นค่าจ้าง และต้องนับรวม

ในทางตรงกันข้าม มีการรายงานถึงคำพิพากษาและความเห็นของผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายที่ว่า คอมมิชชั่นซึ่งคำนวณจากผลงานที่ลูกจ้างทำได้ ถือเป็นค่าจ้าง และต้องนำมารวมในฐานคำนวณค่าชดเชย

คำพิพากษาที่ถูกอ้างถึงในแนวนี้ ได้แก่ ฎีกาที่ 2863/2552 และ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 340/2561

ตามที่มีการรายงานถึงคดี 340/2561 ข้อเท็จจริงเกี่ยวข้องกับค่าตอบแทนที่คำนวณเป็นรายเดือนจากตัวชี้วัดที่ชัดเจน เช่น จำนวนบาทต่อลูกค้าหนึ่งราย หรือเปอร์เซ็นต์จากค่าแนะนำ ซึ่งถูกมองว่าเป็น ค่าตอบแทนที่ตกลงกันโดยผูกกับผลงาน จึงเป็นค่าจ้าง

ลักษณะเด่นของข้อเท็จจริงในแนวนี้:

องค์ประกอบ ลักษณะ
เงื่อนไขการจ่าย ไม่มีเป้าขั้นต่ำ ขายได้เท่าไรได้เท่านั้น
ถ้าทำได้น้อย ยังได้รับ เพียงแต่ได้น้อยลงตามสัดส่วน
ความสม่ำเสมอ จ่ายประจำทุกงวด เป็นส่วนหนึ่งของรายได้ปกติ
วิธีคำนวณ ผูกโดยตรงกับผลงาน มีสูตรตายตัว
วัตถุประสงค์ที่ปรากฏ เป็นค่าตอบแทนการขาย

วางสองแนวไว้ข้างกัน

ประเด็น แนวที่ 1: ไม่ใช่ค่าจ้าง แนวที่ 2: เป็นค่าจ้าง
ตัวอย่างที่ถูกอ้างถึง ฎีกา 3733/2560 ฎีกา 2863/2552, ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ 340/2561
แก่นของเหตุผล จ่ายเพื่อจูงใจ ไม่ใช่ตอบแทนการทำงาน จ่ายเป็นค่าตอบแทนที่คำนวณจากผลงาน
เงื่อนไขเป้า มีเป้าขั้นต่ำ ไม่ถึงเป้าไม่ได้เลย ไม่มีเป้า ได้ตามสัดส่วนผลงาน
ผลต่อฐานค่าชดเชย ไม่นับรวม นับรวม

สิ่งที่ทั้งสองแนวเห็นตรงกัน: ตัวชี้วัดไม่ใช่ชื่อที่เรียก แต่คือ เงื่อนไขและวัตถุประสงค์ของการจ่ายจริง

บริษัทสองแห่งที่เรียกเงินก้อนเดียวกันว่า "คอมมิชชั่น" อาจได้ผลตรงกันข้ามกันโดยสิ้นเชิง ถ้าเงื่อนไขการจ่ายต่างกัน


⚠️ ระวังคำสรุปภาษาอังกฤษที่ฟันธงด้านเดียว

คุณจะเจอบทสรุปภาษาอังกฤษจำนวนมากที่เขียนทำนองว่า variable commission is excluded from the severance base หรือ "คอมมิชชั่นแบบผันแปรไม่นับรวมในค่าชดเชย" — เขียนสั้น ชัด ฟันธง

นั่นคือการสรุปที่ง่ายเกินไป

มันหยิบเอาแนวที่ 1 มาเป็นข้อสรุปทั่วไป โดยละเลยว่า:

  1. แนวที่ 2 มีอยู่จริง และถูกอ้างถึงโดยผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายไทยเป็นประจำ
  2. คำพิพากษาแต่ละฉบับ ผูกกับข้อเท็จจริงของคดีนั้น ไม่ได้วางหลักที่ใช้ได้กับทุกโครงสร้างค่าตอบแทน
  3. "variable" ในภาษาอังกฤษ ครอบคลุมทั้งสองแบบ — ทั้งแบบมีเป้าขั้นต่ำและแบบจ่ายตามสัดส่วน ซึ่งเป็นความต่างที่ชี้ขาด

การนำข้อสรุปด้านเดียวไปออกแบบระบบค่าตอบแทน คือการเดิมพันเงินหลักแสนต่อคน กับเรื่องที่ยังไม่มีข้อยุติ


ตัวเลข: เดิมพันใหญ่แค่ไหน

อัตราค่าชดเชยตามมาตรา 118

อายุงาน ค่าชดเชย (วันของค่าจ้างอัตราสุดท้าย)
ไม่ถึง 120 วัน ไม่ได้รับ
ครบ 120 วัน แต่ไม่ถึง 1 ปี 30 วัน
ครบ 1 ปี แต่ไม่ถึง 3 ปี 90 วัน
ครบ 3 ปี แต่ไม่ถึง 6 ปี 180 วัน
ครบ 6 ปี แต่ไม่ถึง 10 ปี 240 วัน
ครบ 10 ปี แต่ไม่ถึง 20 ปี 300 วัน
ครบ 20 ปีขึ้นไป 400 วัน

สังเกตว่าตัวคูณสูงมาก — อายุงาน 10 ปีขึ้นไปคือ 300 วัน หรือราว 10 เดือน ดังนั้นความต่างของฐานต่อวันจะถูกขยายหลายร้อยเท่า

ตัวอย่างที่ 1 — พนักงานขาย อายุงาน 7 ปี (240 วัน)

เงินเดือน ฿25,000 · คอมเฉลี่ยเดือนละ ฿20,000

ไม่นับคอม นับคอมรวมด้วย
ฐานค่าจ้าง/เดือน ฿25,000 ฿45,000
ฐานค่าจ้าง/วัน (÷30) ฿833.33 ฿1,500.00
× 240 วัน ฿200,000 ฿360,000
ส่วนต่าง ฿160,000

ตัวอย่างที่ 2 — ผู้จัดการฝ่ายขาย อายุงาน 12 ปี (300 วัน)

เงินเดือน ฿45,000 · คอมเฉลี่ยเดือนละ ฿35,000

ไม่นับคอม นับคอมรวมด้วย
ฐานค่าจ้าง/เดือน ฿45,000 ฿80,000
ฐานค่าจ้าง/วัน (÷30) ฿1,500.00 ฿2,666.67
× 300 วัน ฿450,000 ฿800,000
ส่วนต่าง ฿350,000

ถ้าทีมขายของคุณมี 5 คนในระดับนี้ ความไม่แน่นอนนี้มีมูลค่าหลักล้าน

หมายเหตุ: ตัวอย่างข้างต้นใช้การหารด้วย 30 วันเพื่อความเรียบง่ายในการเปรียบเทียบ วิธีคำนวณ "ค่าจ้างอัตราสุดท้าย" ในกรณีที่รายได้ผันแปร เช่น จะใช้ค่าเฉลี่ยกี่เดือนย้อนหลัง เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ต้องให้ทนายความของคุณกำหนด


สิ่งที่ควบคุมได้: ถ้อยคำในนโยบายของคุณ

ในเมื่อผลลัพธ์ขึ้นกับเงื่อนไขและวัตถุประสงค์ของการจ่าย สิ่งที่บริษัทเขียนไว้เองจึงเป็นหลักฐานสำคัญ

นี่ไม่ใช่พิธีการ — มันมีผลจริง

ถ้อยคำที่ส่งน้ำหนักไปทาง "ไม่ใช่ค่าจ้าง" ถ้อยคำที่ส่งน้ำหนักไปทาง "เป็นค่าจ้าง"
"เงินจูงใจ (incentive) ซึ่งจ่ายต่อเมื่อทำยอดถึงเป้าที่กำหนด" "ค่าตอบแทนการขาย ซึ่งจ่ายทุกเดือนตามยอดที่ทำได้จริง"
"หากทำไม่ถึงเป้า จะไม่ได้รับเงินส่วนนี้" "คำนวณเป็นเปอร์เซ็นต์จากยอดขายทุกบาทที่ทำได้"
"เงินเดือนเป็นค่าตอบแทนการทำงานทั้งหมดแล้ว" (ไม่มีข้อความแยกบทบาทของเงินเดือน)
ระบุว่าเป็นสิทธิที่บริษัทกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ ระบุเป็นสิทธิที่ได้รับแน่นอนเมื่อมีผลงาน

⚠️ แต่ถ้อยคำอย่างเดียวไม่ชี้ขาด

ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงมีน้ำหนักกว่าสิ่งที่เขียนไว้

ถ้านโยบายเขียนว่า "จ่ายเมื่อถึงเป้าเท่านั้น" แต่ในทางปฏิบัติบริษัทจ่ายให้ทุกเดือนไม่ว่าจะถึงเป้าหรือไม่ ติดต่อกันมาหลายปี — ข้อความในนโยบายจะช่วยได้น้อยมาก

เพราะฉะนั้น: อย่าคิดว่าการไปแก้ถ้อยคำในเอกสารคือทางออก ถ้าวิธีปฏิบัติจริงไม่ได้เปลี่ยนตาม สิ่งที่จะได้คือความไม่สอดคล้องระหว่างเอกสารกับความจริง ซึ่งอาจแย่กว่าเดิม


🚩 อย่าทำสิ่งเหล่านี้

❌ ทำไมถึงเป็นปัญหา
แก้นโยบายย้อนหลังหลังจากมีข้อพิพาทเกิดขึ้นแล้ว เอกสารที่แก้หลังเกิดเหตุมีน้ำหนักน้อย และอาจถูกมองในแง่ลบ
เปลี่ยนโครงสร้างคอมฝ่ายเดียวเพื่อเลี่ยงการเป็นค่าจ้าง ถ้าทำให้ลูกจ้างได้น้อยลง เป็นการเปลี่ยนสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณ ซึ่งโดยหลักเปลี่ยนฝ่ายเดียวไม่ได้
เปลี่ยนสัญญาจ้างพนักงานขายเป็นสัญญานายหน้าอิสระ โดยงานจริงไม่เปลี่ยน สถานะนายจ้างลูกจ้างดูที่ข้อเท็จจริง ไม่ได้ดูที่ชื่อสัญญา
ตั้งสมมติฐานว่า "คอมไม่ใช่ค่าจ้าง" แล้วกันสำรองไว้ตามนั้น ถ้าตีความออกมาอีกทาง ภาระที่ไม่ได้กันไว้จะมาทีเดียวทั้งก้อน

สิ่งที่ทำได้จริงตอนนี้

  1. เปิดดูว่าคุณมีนโยบายค่าคอมมิชชั่นเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ — จำนวนมากไม่มีเลย ใช้การตกลงปากเปล่า ซึ่งแปลว่าไม่มีหลักฐานอะไรสนับสนุนฝ่ายนายจ้างเมื่อเกิดข้อพิพาท การมีเอกสารที่ตรงกับความจริง ดีกว่าไม่มีเอกสารเสมอ

  2. คำนวณตัวเลขทั้งสองทางไว้ล่วงหน้า สำหรับพนักงานขายทุกคน — ให้รู้ว่าถ้าตีความออกมาแบบที่แพงกว่า ภาระจริงคือเท่าไร นี่คือข้อมูลที่ต้องมีก่อนตัดสินใจเลิกจ้างใครก็ตาม

  3. ตรวจว่าวิธีปฏิบัติจริงตรงกับที่เขียนไว้หรือไม่ — ถ้านโยบายบอกว่ามีเป้า แต่จ่ายทุกเดือนไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น นั่นคือช่องว่างที่ต้องจัดการก่อน

  4. นำนโยบายฉบับจริง พร้อมประวัติการจ่ายจริงย้อนหลัง ไปให้ทนายความด้านแรงงานตรวจ — เน้นว่าต้องให้ดูทั้งเอกสารและวิธีปฏิบัติจริง ไม่ใช่ให้ดูแค่ตัวหนังสือ เพราะการตีความขึ้นกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงด้วย

  5. อย่ารอให้มีข้อพิพาทก่อนแล้วค่อยหาคำตอบ — ตอนนั้นคุณจะไม่มีทางเลือกเหลือเท่าตอนนี้


สรุป

  • เรื่องนี้ ยังไม่มีข้อยุติ และมีแนวคำวินิจฉัยอยู่จริง ทั้งสองทาง
  • ตัวชี้วัดไม่ใช่ชื่อที่เรียก แต่คือ เงื่อนไขและวัตถุประสงค์ของการจ่ายจริง โดยเฉพาะเรื่องเป้าขั้นต่ำ
  • คำสรุปภาษาอังกฤษที่ฟันธงด้านเดียวว่าคอมแบบผันแปรไม่นับรวม เป็นการสรุปที่ง่ายเกินไป
  • ถ้อยคำในนโยบายมีผลจริง แต่ วิธีปฏิบัติจริงมีน้ำหนักกว่า
  • เดิมพันอยู่ในระดับ หลักแสนต่อพนักงานหนึ่งคน
  • ต้องให้ทนายความด้านแรงงานของคุณดูข้อเท็จจริงของคุณเอง — บทความนี้ ผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ หรือฟอรัมออนไลน์ใดๆ ทำหน้าที่นั้นแทนไม่ได้

เครื่องมือที่ใช้ทำเรื่องนี้ได้ทันที

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้อันตรายกว่าที่ควร คือหลาย SME ไม่มีเอกสารอะไรเลย ไม่มีนโยบายเป็นลายลักษณ์อักษร ไม่มีบันทึกว่าคอมแต่ละงวดคำนวณมาจากอะไร พอเกิดข้อพิพาทจึงไม่มีอะไรไปแสดงเลย

ระบบคำนวณค่าคอมมิชชั่นจากกำไรขั้นต้น (GP) ของเราช่วยตรงจุดนี้:

  • มีชีตประกาศนโยบายค่าคอมมิชชั่น ให้แก้ชื่อบริษัทและเงื่อนไขแล้วประกาศใช้ได้ — จุดที่มีนโยบายเป็นลายลักษณ์อักษร คือจุดเริ่มต้นที่ทนายความของคุณจะทำงานต่อได้
  • บันทึกที่มาของคอมทุกบาทเป็นรายบิล — คำนวณจากกำไรขั้นต้น (GP) พร้อมสูตรที่ตรวจย้อนกลับได้ ไม่ใช่ตัวเลขที่โผล่มาเฉยๆ
  • เก็บประวัติการจ่ายจริงรายงวด — ซึ่งเป็นเอกสารที่ทนายความต้องดูควบคู่กับนโยบาย เพราะวิธีปฏิบัติจริงมีน้ำหนักกว่าตัวหนังสือ
  • แยกโครงสร้างขั้นและเงื่อนไขให้เห็นชัด ว่าจ่ายแบบมีเป้าขั้นต่ำหรือจ่ายตามสัดส่วน — ซึ่งเป็นความต่างที่ชี้ขาดในเรื่องนี้พอดี
  • ไม่มีมาโคร เปิดได้ทั้ง Excel / LibreOffice / Google Sheets

เครื่องมือนี้ทำให้คุณมีเอกสารที่ตรงกับความจริงเพื่อให้ทนายความตรวจได้ — มันไม่ได้ตอบแทนคุณว่าคอมของคุณเป็นค่าจ้างหรือไม่ และไม่มีซอฟต์แวร์ใดตอบคำถามนั้นแทนทนายความได้

จ่ายครั้งเดียว ฿999 — ราคาเปิดร้าน ถึง 31 ธ.ค. 2569 (ราคาเต็ม ฿1,490) · รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% แล้ว · ออกใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบในนามบริษัทได้ · ดาวน์โหลดทันทีหลังชำระเงิน

→ ดูรายละเอียดสินค้า

แชร์:LINEFacebook
ดาวน์โหลดฟรี · ไม่ต้องรับสายขาย

รับเอกสารสรุปหัวข้อนี้เป็น PDF

บทสรุป + หัวข้อครบ + มาตรฐานอ้างอิง มีโลโก้ Saha แนบ memo/TOR ได้ทันที — ส่งเข้าอีเมลให้ด้วย

ใช้อีเมลเพื่อส่งเอกสาร + ติดต่อจากทีม Saha เท่านั้น · ไม่ส่งต่อบุคคลที่สาม

ปรึกษาฟรี · ใบเสนอราคาจริงอย่างรวดเร็วในเวลาทำการ

อ่านแล้วมีคำถาม? ให้วิศวกรช่วย

บอกสิ่งที่อยากรู้สั้นๆ — วิศวกรสหวัฒนกิจช่วยเลือกสเปกที่เหมาะ พร้อมใบเสนอราคาจริง ไม่มีค่าบริการ

หรือติดต่อตรง:02-096-2118LINE: @sahawatt1988
บริการที่เกี่ยวข้อง

ต้องการให้ทีมช่วยเหลือเรื่องนี้?

ทีมงานรับเสนอราคา + จัดส่ง + ติดตั้งครบวงจรในหัวข้อที่บทความนี้พูดถึง — ใบเสนอราคาฟรี อย่างรวดเร็วในเวลาทำการ

คำถามที่พบบ่อย

1

ค่าคอมมิชชั่นต้องนำมารวมในฐานคำนวณค่าชดเชยหรือไม่?

+
ไม่มีคำตอบเดียวที่ใช้ได้กับทุกบริษัท เพราะขึ้นอยู่กับว่าค่าคอมมิชชั่นนั้นเข้านิยามค่าจ้างหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นข้อเท็จจริงรายกรณี มีแนวคำพิพากษาที่ว่าคอมมิชชั่นซึ่งจ่ายเป็นแรงจูงใจโดยมีเงื่อนไขว่าต้องทำยอดถึงเป้า ไม่ถือเป็นค่าจ้าง เช่น คำพิพากษาฎีกาที่ 3733/2560 และมีแนวในทางตรงข้ามที่ว่าคอมมิชชั่นซึ่งตกลงจ่ายเป็นประจำโดยคำนวณจากผลงานหรือยอดขายที่ลูกจ้างทำได้ ถือเป็นค่าจ้างและต้องนำมารวมในฐานคำนวณค่าชดเชย ผู้ประกอบการไม่ควรสรุปเองข้างใดข้างหนึ่ง และควรให้ทนายความด้านแรงงานของบริษัทตรวจข้อเท็จจริงจริงของตน
2

แนวที่ว่าค่าคอมมิชชั่นไม่ใช่ค่าจ้าง มีเหตุผลอย่างไร?

+
ตามที่มีการรายงานถึงคำพิพากษาฎีกาที่ 3733/2560 ข้อเท็จจริงคือนายจ้างจ่ายค่าคอมมิชชั่นให้พนักงานขายโดยอิงกับเป้ายอดขายที่กำหนดไว้เป็นรายปี หากทำไม่ถึงเป้าก็ไม่ได้รับเลย ศาลมองว่านายจ้างจ่ายเงินเดือนเป็นค่าตอบแทนการทำงานตามปกติอยู่แล้ว รวมถึงค่าจ้างในวันหยุดและวันลา ส่วนค่าคอมมิชชั่นจ่ายเพื่อจูงใจให้เพิ่มยอดขาย ไม่ใช่การจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานโดยตรง จึงไม่ถือเป็นค่าจ้าง
3

แนวที่ว่าค่าคอมมิชชั่นเป็นค่าจ้าง มีเหตุผลอย่างไร?

+
แนวนี้ให้น้ำหนักที่ว่าค่าชดเชยตามมาตรา 118 คำนวณจากค่าจ้างอัตราสุดท้าย และค่าจ้างหมายถึงเงินที่จ่ายเพื่อตอบแทนการทำงาน หากค่าคอมมิชชั่นถูกตกลงไว้เป็นส่วนหนึ่งของค่าตอบแทนที่จ่ายประจำ และคำนวณโดยตรงจากผลงานที่ลูกจ้างทำได้ เช่น เป็นจำนวนต่อหน่วยที่ขายได้หรือเป็นเปอร์เซ็นต์จากยอดที่ทำได้จริงโดยไม่มีเงื่อนไขเป้าขั้นต่ำ ก็มีลักษณะเป็นการจ่ายตอบแทนการทำงาน จึงเป็นค่าจ้างและต้องนำมารวมในฐานค่าชดเชย มีการรายงานถึงคำพิพากษาในแนวนี้ เช่น ฎีกาที่ 2863/2552 และคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 340/2561
4

ข้อมูลภาษาอังกฤษที่บอกว่าคอมมิชชั่นแบบผันแปรไม่นับรวมในค่าชดเชย เชื่อได้ไหม?

+
ควรระวังอย่างยิ่ง คำสรุปภาษาอังกฤษจำนวนมากที่ฟันธงว่า variable commission ไม่นับรวมในฐานค่าชดเชย เป็นการสรุปที่ง่ายเกินไปและละเลยแนวคำวินิจฉัยอีกด้านหนึ่ง ความจริงคือการจัดว่าเป็นค่าจ้างหรือไม่ขึ้นกับข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี โดยเฉพาะเงื่อนไขการจ่ายและถ้อยคำในนโยบายที่บริษัทเขียนไว้ การนำข้อสรุปแบบฟันธงด้านเดียวไปใช้ออกแบบระบบค่าตอบแทน คือการเดิมพันกับเรื่องที่ยังไม่มีข้อยุติ
5

อัตราค่าชดเชยตามมาตรา 118 เป็นอย่างไร?

+
ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 อัตราค่าชดเชยคิดจากค่าจ้างอัตราสุดท้ายตามอายุงาน ดังนี้ ทำงานไม่ถึง 120 วัน ไม่ได้รับค่าชดเชย ทำงานครบ 120 วันแต่ไม่ถึง 1 ปี ได้ 30 วัน ครบ 1 ปีแต่ไม่ถึง 3 ปี ได้ 90 วัน ครบ 3 ปีแต่ไม่ถึง 6 ปี ได้ 180 วัน ครบ 6 ปีแต่ไม่ถึง 10 ปี ได้ 240 วัน ครบ 10 ปีแต่ไม่ถึง 20 ปี ได้ 300 วัน และครบ 20 ปีขึ้นไป ได้ 400 วัน
6

ถ้าคอมมิชชั่นถูกนับเป็นค่าจ้าง ตัวเงินต่างกันมากแค่ไหน?

+
ต่างกันมาก ตัวอย่างเช่น พนักงานขายเงินเดือน 25,000 บาท ได้ค่าคอมมิชชั่นเฉลี่ยเดือนละ 20,000 บาท อายุงาน 7 ปี ซึ่งเข้าเกณฑ์ค่าชดเชย 240 วัน หากคิดจากเงินเดือนอย่างเดียว ฐานต่อวันคือ 833.33 บาท ค่าชดเชยเท่ากับ 200,000 บาท แต่หากนับรวมค่าคอมมิชชั่นเป็นค่าจ้างด้วย ฐานต่อวันคือ 1,500 บาท ค่าชดเชยเท่ากับ 360,000 บาท ต่างกัน 160,000 บาทจากพนักงานเพียงคนเดียว
7

ถ้อยคำในนโยบายค่าคอมมิชชั่นมีผลต่อการตีความจริงหรือ?

+
มีผลจริงและไม่ใช่แค่พิธีการ เพราะสิ่งที่ศาลพิจารณาคือลักษณะและวัตถุประสงค์ของการจ่ายเงินนั้น ซึ่งเอกสารที่บริษัทเขียนไว้เองเป็นหลักฐานสำคัญ นโยบายที่ระบุชัดว่าเป็นเงินจูงใจซึ่งจ่ายต่อเมื่อทำยอดถึงเป้าที่กำหนด และไม่ได้จ่ายเมื่อทำไม่ถึงเป้า จะส่งน้ำหนักไปคนละทางกับนโยบายที่เขียนว่าเป็นค่าตอบแทนการขายซึ่งจ่ายทุกเดือนตามยอดที่ทำได้จริง อย่างไรก็ตามถ้อยคำอย่างเดียวไม่ชี้ขาด หากทางปฏิบัติจริงขัดกับสิ่งที่เขียนไว้ ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงย่อมมีน้ำหนักกว่า
8

ผู้ประกอบการควรทำอะไรตอนนี้?

+
สิ่งที่ทำได้ทันทีมีสามอย่าง หนึ่งคือเปิดดูว่าบริษัทมีนโยบายค่าคอมมิชชั่นเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ เพราะจำนวนมากไม่มีเลยและใช้การตกลงปากเปล่า ซึ่งทำให้ไม่มีหลักฐานอะไรสนับสนุนฝ่ายนายจ้าง สองคือคำนวณตัวเลขทั้งสองทางไว้ล่วงหน้าเพื่อรู้ขนาดของภาระที่แท้จริงหากถูกตีความเป็นค่าจ้าง สามคือนำนโยบายฉบับจริงพร้อมวิธีปฏิบัติที่ทำอยู่จริงไปให้ทนายความด้านแรงงานตรวจ ไม่ใช่ให้ดูแค่ตัวหนังสือ เพราะการตีความขึ้นกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงด้วย

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

บทความ·8 นาที

หักค่าคอมมิชชั่นคืนจากพนักงานขาย ทำได้ไหม? — ม.76 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน

บริษัทจ่ายคอมไปแล้ว ลูกค้าไม่จ่ายเงิน จะหักคืนจากคอมงวดหน้าได้ไหม — ข้อจำกัดตามมาตรา 76, ทำไม 'พักไว้ก่อน' ปลอดภัยกว่า 'จ่ายแล้วหักคืน' และวิธีออกแบบระบบให้ไม่ต้องหักเลย

อ่าน
บทความ·9 นาที

เปลี่ยนระบบค่าคอมกลางปี ต้องทำยังไงไม่ให้มีปัญหา

โดยหลักแล้วนายจ้างเปลี่ยนสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้างฝ่ายเดียวไม่ได้ ถ้ามีใครได้น้อยลงจากแผนคอมใหม่ นั่นคือการเปลี่ยนที่ต้องขอความยินยอม — พร้อมขั้นตอนทดลองคู่ขนาน แสดงตัวเลขรายคน และการันตีขั้นต่ำช่วงเปลี่ยนผ่าน

อ่าน
บทความ·9 นาที

ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค่าคอมมิชชั่น — 40(1) หรือ 40(2)? อย่าหักผิดเป็น 3%

คอมที่จ่ายให้พนักงานของตัวเองเป็นเงินได้ 40(1) ต้องรวมกับเงินเดือนแล้วหักแบบอัตราก้าวหน้า ยื่น ภ.ง.ด.1 — ส่วน 3% ที่หลายบริษัทหักกันจนติดเป็นนิสัย ใช้ได้เฉพาะบางกรณีเท่านั้น พร้อมตรวจสอบกับแบบฟอร์มจริงของกรมสรรพากร

อ่าน
บทความ·9 นาที

ออกแบบคอมขั้นบันไดยังไงไม่ให้ทะเลาะกันสิ้นเดือน

ขั้นบันไดแบบคิดย้อนทั้งเดือนสร้าง 'หน้าผา' ที่ทำให้เงินหลักหมื่นแกว่งเพราะยอดบาทสุดท้าย ซึ่งเป็นต้นตอของการเลื่อนวันวางบิลและการเถียงเรื่องปัดทศนิยม — วิธีแก้คือขั้นบันไดแบบส่วนเพิ่ม พร้อมสูตร SUMPRODUCT ที่ใช้ได้จริง

อ่าน