Sahawatthanakit (1988) Co., Ltd.
SAHAWATTHANAKIT(1988) · Make It Smart
กลับไปดูบทความทั้งหมด
Sahawatthanakit (1988) Engineering Team7 นาที

BEC กฎหมายอาคารอนุรักษ์พลังงาน — OTTV RTTV LPD ต้องผ่านเท่าไร และโรงงานเข้าข่ายไหม

อธิบายกฎกระทรวงฯ พ.ศ. 2563 (Building Energy Code) ที่บังคับกับอาคารใหม่ 9 ประเภทตั้งแต่ 2,000 ตร.ม. — ตาราง OTTV/RTTV/LPD ครบทั้ง 9 ประเภท เกณฑ์ระบบปรับอากาศ และทางออกเมื่อบางระบบไม่ผ่าน

BECOTTVRTTVLPDกฎกระทรวงอนุรักษ์พลังงานพพ. DEDEใบอนุญาตก่อสร้าง
แผงบังแดดภายนอกอาคารติดตั้งเหนือผนังกระจก ตัดแสงแดดตรงก่อนเข้าถึงเปลือกอาคาร — มาตรการลดค่า OTTV ตามเกณฑ์ BEC

Photo by Unsplash

สรุป (TL;DR)

กฎกระทรวงฯ พ.ศ. 2563 บังคับเต็มรูปแบบตั้งแต่ 13 มีนาคม 2566 กับอาคารใหม่หรือดัดแปลง 9 ประเภทที่พื้นที่รวมทุกชั้น ≥ 2,000 ตร.ม. — สำนักงานต้องมี OTTV ≤ 50 RTTV ≤ 10 LPD ≤ 10 วัตต์/ตร.ม. ส่วนอาคารโรงงานผลิตไม่อยู่ใน 9 ประเภทนี้ แต่ถูกคุมด้วยกฎหมายโรงงานควบคุมคนละฉบับ และถ้าระบบใดไม่ผ่าน ยังใช้เกณฑ์พลังงานรวมทั้งอาคารแทนได้ โดยหักไฟจากโซลาร์ออกได้

โรงงานหลายแห่งเจอเรื่องเดียวกัน คือสร้างอาคารสำนักงานหลังใหม่ในพื้นที่โรงงาน เขียนแบบเสร็จ ยื่นขออนุญาตก่อสร้าง แล้วถูกตีกลับเพราะไม่มีรายงานผลการตรวจประเมินด้านพลังงานแนบมาด้วย คำถามที่ตามมาคืออาคารแบบไหนที่เข้าข่าย ต้องผ่านตัวเลขอะไรบ้าง และถ้าออกแบบไปแล้วบางระบบไม่ผ่านจะต้องรื้อแบบใหม่หรือไม่ บทความนี้ตอบด้วยตัวเลขจากประกาศของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) โดยตรง

กฎหมายฉบับไหน และบังคับเต็มตัวตั้งแต่เมื่อไร

กฎหมายที่พูดถึงคือ กฎกระทรวงกำหนดประเภท หรือขนาดของอาคาร และมาตรฐาน หลักเกณฑ์ และวิธีการในการออกแบบอาคารเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2563 หรือที่วงการเรียกสั้น ๆ ว่า BEC (Building Energy Code) ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 12 พฤศจิกายน 2563 แล้วทยอยบังคับใช้แบบลดขนาดพื้นที่ลงปีละขั้น

เริ่มบังคับ ขนาดพื้นที่รวมทุกชั้นในอาคารหลังเดียว
13 มีนาคม 2564 ตั้งแต่ 10,000 ตร.ม. ขึ้นไป
13 มีนาคม 2565 ตั้งแต่ 5,000 ตร.ม. ขึ้นไป
13 มีนาคม 2566 ตั้งแต่ 2,000 ตร.ม. ขึ้นไป

จุดที่ทำให้กฎหมายนี้มีฟันจริงไม่ใช่ตัวกฎกระทรวงเอง แต่เป็น ประกาศคณะกรรมการควบคุมอาคาร พ.ศ. 2565 ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 24 มกราคม 2566 ซึ่งดึง BEC เข้ามาเป็นเงื่อนไขหนึ่งของการควบคุมอาคารตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร นั่นแปลว่าตั้งแต่ 13 มีนาคม 2566 เป็นต้นมา การไม่ผ่าน BEC ไม่ได้แปลว่า "เสียคะแนนความยั่งยืน" แต่แปลว่า ขออนุญาตก่อสร้างไม่ผ่าน พพ. ทำงานร่วมกับกรมโยธาธิการและผังเมืองในจุดนี้ และกำหนดให้ผู้ตรวจประเมินต้องผ่านการอบรมและได้รับการรับรองจาก พพ. เท่านั้น

9 ประเภทอาคารที่เข้าข่าย — และเหตุผลที่โรงงานไม่อยู่ในนั้น

กฎกระทรวงฯ ระบุอาคารที่จะก่อสร้างใหม่หรือดัดแปลงไว้ 9 ประเภท ได้แก่ โรงมหรสพ โรงแรม สถานบริการ สถานพยาบาล สถานศึกษา สำนักงานหรือที่ทำการ ห้างสรรพสินค้าหรือศูนย์การค้า อาคารชุด และอาคารชุมนุมคน

สังเกตว่า ไม่มีอาคารโรงงานผลิตและไม่มีคลังสินค้า อยู่ในรายการ ไม่ใช่เพราะกฎหมายมองข้าม แต่เพราะภาคอุตสาหกรรมถูกกำกับด้วยเครื่องมืออีกชุดหนึ่งภายใต้พระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2550) คือ พระราชกฤษฎีกากำหนดโรงงานควบคุม พ.ศ. 2540 และ พระราชกฤษฎีกากำหนดอาคารควบคุม พ.ศ. 2538 ซึ่งบังคับเรื่องการจัดการพลังงานประจำปีและการส่งรายงานให้ พพ. ไม่ใช่การตรวจแบบก่อนออกใบอนุญาต

กับดักที่เจ้าของโครงการอุตสาหกรรมพลาดบ่อยที่สุดคือ อาคารสำนักงานในพื้นที่โรงงาน ถ้าพื้นที่รวมทุกชั้นถึง 2,000 ตารางเมตร อาคารหลังนั้นเข้าข่าย BEC เต็มตัวในฐานะ "สำนักงานหรือที่ทำการ" แม้จะตั้งอยู่ในรั้วโรงงานก็ตาม

flowchart TD
  A["อาคารใหม่ / ดัดแปลง"] --> B{"เป็น 1 ใน 9 ประเภท
ตามกฎกระทรวงฯ 2563 ?"} B -- "ไม่ เช่น อาคารผลิต คลังสินค้า" --> N["ไม่เข้า BEC
แต่ดูกฎหมาย
โรงงานควบคุม พ.ศ. 2540"] B -- "ใช่ เช่น สำนักงาน" --> C{"พื้นที่รวมทุกชั้น
ในอาคารหลังเดียว
≥ 2,000 ตร.ม. ?"} C -- ไม่ --> N2["ไม่เข้าเกณฑ์บังคับ"] C -- ใช่ --> D["ต้องผ่านการตรวจประเมิน
ก่อนขออนุญาตก่อสร้าง
บังคับเต็มรูป 13 มี.ค. 2566"]

ตัวเลขที่ต้องผ่าน: OTTV, RTTV และ LPD ทั้ง 9 ประเภท

เกณฑ์ตัวเลขอยู่ใน ประกาศกระทรวงพลังงาน เรื่อง กำหนดค่ามาตรฐานการออกแบบอาคารเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2564 โดย OTTV คือค่าการถ่ายเทความร้อนรวมผ่านผนังด้านนอกเข้าสู่พื้นที่ปรับอากาศ RTTV คือค่าเดียวกันแต่ผ่านหลังคา และ LPD คือค่ากำลังไฟฟ้าส่องสว่างสูงสุดต่อพื้นที่ ทั้งสามค่าเป็น เพดาน คือห้ามเกิน

ประเภทอาคาร OTTV (W/ตร.ม.) RTTV (W/ตร.ม.) LPD (W/ตร.ม.)
สถานพยาบาล 30 6 12
โรงแรม 30 6 12
อาคารชุด 30 6 12
โรงมหรสพ 40 8 11
สถานบริการ 40 8 11
ห้างสรรพสินค้า / ศูนย์การค้า 40 8 11
อาคารชุมนุมคน 40 8 11
สำนักงาน หรือที่ทำการ 50 10 10
สถานศึกษา 50 10 10

ตารางนี้มีตรรกะที่อ่านออกได้ชัด กลุ่มที่เปิดใช้งาน 24 ชั่วโมง (โรงพยาบาล โรงแรม อาคารชุด) ถูกบีบเปลือกอาคารเข้มที่สุดที่ OTTV 30 เพราะภาระความร้อนสะสมตลอดวันตลอดคืน แต่กลับได้ LPD ผ่อนที่สุดที่ 12 วัตต์ต่อตารางเมตร ส่วนกลุ่มที่ใช้งานราว 8 ชั่วโมงอย่างสำนักงานและสถานศึกษาได้เปลือกอาคารผ่อนที่สุดที่ OTTV 50 แต่ถูกบีบ LPD เข้มที่สุดที่ 10 เพราะแสงสว่างคือสัดส่วนพลังงานหลักในเวลาทำการ

อีกจุดที่ต้องอ่านให้ขาดคือ RTTV ต่ำกว่า OTTV ราว 5 เท่าเสมอ สำนักงานที่ผนังยอมให้ถึง 50 วัตต์ต่อตารางเมตร แต่หลังคายอมให้แค่ 10 เท่านั้น เหตุผลคือในเขตร้อนหลังคารับรังสีดวงอาทิตย์เกือบตั้งฉากเกือบทั้งวัน ผลตามมาในทางปฏิบัติคืองบประมาณที่ลงกับฉนวนใต้หลังคาและค่าการสะท้อนของแผ่นหลังคาให้ผลต่อการผ่านเกณฑ์คุ้มกว่าการไล่เปลี่ยนกระจกผนังทีละบาน

อีกสามระบบ และทางออกเมื่อบางระบบไม่ผ่าน

นอกจากเปลือกอาคารและแสงสว่าง กฎหมายกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำรวมทั้งหมด 6 ระบบ โดยระบบปรับอากาศมีข้อกำหนดที่ผู้รับเหมางานระบบต้องรู้ คือ เครื่องปรับอากาศขนาดไม่เกิน 12,000 วัตต์ ต้องมีค่าประสิทธิภาพพลังงานตามฤดูกาลไม่ต่ำกว่าเกณฑ์ระดับประสิทธิภาพเบอร์ 5 (ขั้นต่ำ) ที่เป็นปัจจุบันของ กฟผ. ส่วนระบบชิลเลอร์แบบอัดไอ อ้างอิงจากการทดสอบที่อุณหภูมิน้ำเย็นออกจากระบบจ่าย 7.2 องศาเซลเซียส และน้ำออกจากระบบระบายความร้อน 32.2 องศาเซลเซียส และที่มักถูกมองข้ามคือ ส่วนประกอบอื่นของระบบปรับอากาศ ได้แก่ ระบบระบายความร้อน ระบบจ่ายน้ำเย็น และระบบส่งลมเย็น ต้องมีค่ากำลังไฟฟ้ารวมกัน ไม่เกิน 0.5 กิโลวัตต์ต่อตันความเย็น ตัวเลขนี้บังคับให้ต้องคิดขนาดปั๊มและพัดลมตั้งแต่ตอนออกแบบ ไม่ใช่ค่อยไปแก้ตอนติดตั้ง

เมื่อระบบใดระบบหนึ่งหรือมากกว่าไม่ผ่านเกณฑ์รายระบบ กฎหมายเปิดทางที่สองไว้ คือประเมินด้วย เกณฑ์การใช้พลังงานโดยรวมของอาคาร โดยคำนวณพลังงานที่อาคารใช้ตลอด 1 ปี เทียบกับอาคารอ้างอิงที่มีพื้นที่ใช้งาน ทิศทาง และพื้นที่เปลือกอาคารแต่ละด้านเหมือนกับอาคารจริง ถ้าใช้พลังงานรวมทั้งปีต่ำกว่าอาคารอ้างอิงก็ถือว่าผ่าน

flowchart TD
  A["เลือกวิธีประเมิน
ในแบบ ออพ.02"] --> B{"ผ่านทุกรายระบบ ?"} B -- "เส้นทาง 1" --> C["ตรวจครบ 4 ส่วน
เปลือกอาคาร OTTV RTTV
แสงสว่าง LPD
ปรับอากาศ
น้ำร้อน ถ้ามี"] B -- "เส้นทาง 2
บางระบบไม่ผ่าน" --> D["ใช้เกณฑ์
พลังงานรวมทั้งอาคาร
เทียบกับอาคารอ้างอิง"] D --> E["หักไฟจากโซลาร์
PVE หน่วย kWh/ปี
ออกจากพลังงานรวม"] E --> F{"พลังงานรวมทั้งปี
ต่ำกว่าอาคารอ้างอิง ?"} F -- ใช่ --> G["ผ่าน"] F -- ไม่ --> H["แก้แบบ"] C --> G

เส้นทางที่สองคือจุดที่พลังงานหมุนเวียนเข้ามามีบทบาท ประกาศฯ ระบุว่าถ้าอาคารผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ ให้นำค่าพลังงานไฟฟ้ารายปีที่ผลิตได้ (Photovoltaic Energy หน่วย kWh/ปี) ไปหักออกจากค่าการใช้พลังงานโดยรวมก่อนเทียบกับอาคารอ้างอิง ความร้อนจากพลังงานหมุนเวียนก็เทียบเป็นพลังงานไฟฟ้ารายปีแล้วหักได้เช่นกัน นอกจากนี้ระบบปรับอากาศที่ใช้ความร้อนจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Thermal Air Conditioning) ได้รับการยกเว้นจากเกณฑ์ประสิทธิภาพระบบปรับอากาศ

อีกช่องที่คนใช้ไม่ค่อยเป็นคือ การออกแบบให้ใช้แสงธรรมชาติ ถ้าออกแบบพื้นที่ตามแนวเปลือกอาคารให้ใช้แสงธรรมชาติได้ ให้ถือเสมือนว่าไม่มีการติดตั้งดวงโคมในพื้นที่นั้น ซึ่งช่วยลด LPD โดยตรง แต่มีเงื่อนไขที่ต้องทำครบ คือต้องมีสวิตช์แยกสำหรับดวงโคมแถบนั้น ดวงโคมต้องอยู่ห่างจากเปลือกอาคารไม่เกิน 1.5 เท่าของความสูงหน้าต่าง และกระจกต้องมีค่าประสิทธิผลของสัมประสิทธิ์การบังแดด (Effective Shading Coefficient) ไม่น้อยกว่า 0.3 พร้อมอัตราส่วนการส่งผ่านแสงต่อความร้อน (Light to Solar Gain) มากกว่า 1.0

แนวปฏิบัติสำหรับเจ้าของโครงการอุตสาหกรรม

  1. นับพื้นที่ต่อหลัง ไม่ใช่ต่อโครงการ เกณฑ์ 2,000 ตารางเมตรคือพื้นที่รวมทุกชั้น "ในอาคารหลังเดียว" การแยกอาคารสำนักงานเป็นสองหลังที่หลังละต่ำกว่า 2,000 ตารางเมตรจึงเปลี่ยนสถานะทางกฎหมายได้จริง แต่ต้องคุยกับผู้ออกแบบตั้งแต่ผังแม่บท ไม่ใช่ตอนยื่นแบบ
  2. ตัดสินเส้นทางประเมินก่อนเขียนแบบก่อสร้าง เพราะเส้นทางรายระบบกับเส้นทางพลังงานรวมต้องการชุดข้อมูลคนละแบบ การเลือกทีหลังแปลว่าต้องย้อนกลับไปเก็บสเปกอุปกรณ์ใหม่ทั้งชุด
  3. ลงงบที่หลังคาก่อนผนัง ด้วยเพดาน RTTV ที่ต่ำกว่า OTTV ราว 5 เท่า ฉนวนใต้หลังคาและค่าการสะท้อนของแผ่นหลังคาให้ผลต่อคะแนนต่อบาทที่ลงทุนสูงกว่าการอัปเกรดกระจก
  4. ล็อกค่า 0.5 kW/ตันความเย็นเข้าไปใน TOR งานระบบ สำหรับระบบระบายความร้อน ระบบจ่ายน้ำเย็น และระบบส่งลมเย็นรวมกัน มิฉะนั้นผู้รับเหมาจะเสนอปั๊มและพัดลมที่ผ่านราคาแต่ไม่ผ่านกฎหมาย
  5. ถ้ามีแผนติดโซลาร์รูฟอยู่แล้ว ให้ยื่นรวมในการประเมินตั้งแต่แรก เพราะไฟที่ผลิตได้หักออกจากพลังงานรวมได้ตามประกาศฯ การติดทีหลังไม่ย้อนกลับไปช่วยใบอนุญาตที่ยื่นไปแล้ว
  6. ตรวจว่าผู้ตรวจประเมินได้รับการรับรองจาก พพ. จริง เพราะรายงานจากผู้ที่ไม่ได้รับการรับรองจะไม่ถูกรับพิจารณาในขั้นตอนขออนุญาต

BEC เปลี่ยนสถานะจากเรื่องความยั่งยืนเชิงสมัครใจมาเป็นเงื่อนไขของใบอนุญาตก่อสร้างเต็มตัวตั้งแต่ 13 มีนาคม 2566 สำหรับเจ้าของโรงงาน ประเด็นที่ต้องจำมีสองข้อ คือตัวอาคารผลิตไม่เข้าข่าย แต่อาคารสำนักงานตั้งแต่ 2,000 ตารางเมตรขึ้นไปเข้าข่ายเต็มตัว และการไม่ผ่านเกณฑ์รายระบบไม่ใช่ทางตัน เพราะยังมีเส้นทางพลังงานรวมทั้งอาคารที่เปิดให้ชดเชยด้วยระบบปรับอากาศที่ดีกว่าและไฟฟ้าจากโซลาร์ ทีมวิศวกรรมของสหวัฒนกิจ (1988) ทำงานกับเจ้าของโครงการในสองจุดที่ตัวเลขขยับได้มากที่สุด คืองานฉนวนและวัสดุหลังคาที่กระทบ RTTV โดยตรง กับงานออกแบบติดตั้งโซลาร์รูฟที่นำไปหักออกจากพลังงานรวมของอาคารได้

คำถามที่พบบ่อย

อาคารโรงงานผลิตต้องทำ BEC ไหม — ถ้าเป็นอาคารผลิตล้วน ๆ ไม่ต้อง เพราะกฎกระทรวงฯ พ.ศ. 2563 ระบุอาคารที่บังคับไว้ 9 ประเภทซึ่งไม่มีโรงงานอยู่ในรายการ โรงงานถูกกำกับด้วยพระราชกฤษฎีกากำหนดโรงงานควบคุม พ.ศ. 2540 ภายใต้พระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535 ซึ่งเน้นการจัดการพลังงานประจำปีและการส่งรายงานให้ พพ. ไม่ใช่การตรวจแบบตอนขออนุญาตก่อสร้าง แต่ต้องระวังอาคารสำนักงานในพื้นที่โรงงานเดียวกัน ถ้าพื้นที่รวมทุกชั้นถึง 2,000 ตารางเมตรจะเข้าข่าย BEC ในฐานะสำนักงานหรือที่ทำการทันที

ถ้าออกแบบแล้วเปลือกอาคารไม่ผ่าน OTTV จะต้องรื้อแบบใหม่ทั้งหมดไหม — ไม่จำเป็น กฎหมายเปิดเส้นทางที่สองไว้คือเกณฑ์การใช้พลังงานโดยรวมของอาคาร โดยคำนวณพลังงานที่ใช้ตลอด 1 ปีเทียบกับอาคารอ้างอิงที่มีพื้นที่ ทิศทาง และพื้นที่เปลือกอาคารแต่ละด้านเหมือนกัน ถ้าต่ำกว่าก็ผ่าน ทางนี้ทำให้ชดเชยเปลือกอาคารที่ด้อยกว่าด้วยระบบปรับอากาศหรือระบบแสงสว่างที่ดีกว่าได้ โดยอาคารอ้างอิงเองต้องมีค่าเปลือกอาคาร แสงสว่าง และปรับอากาศเป็นไปตามข้อกำหนดของแต่ละระบบ

ติดโซลาร์รูฟช่วยให้ผ่าน BEC ได้จริงไหม — ช่วยได้เฉพาะในเส้นทางพลังงานรวมของอาคาร ประกาศฯ ระบุให้นำค่าพลังงานไฟฟ้ารายปีที่ผลิตได้จากเซลล์แสงอาทิตย์ หน่วยกิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี ไปหักออกจากค่าการใช้พลังงานโดยรวมก่อนเทียบกับอาคารอ้างอิง แต่โซลาร์ไม่ทำให้ค่า OTTV, RTTV หรือ LPD รายระบบผ่านโดยตรง เพราะเป็นคนละเกณฑ์กัน ถ้าเลือกเส้นทางรายระบบไว้แล้ว การเพิ่มโซลาร์จึงไม่ช่วยอะไรในเชิงกฎหมาย

RTTV กับ OTTV ต่างกันอย่างไร และทำไมค่า RTTV ถึงต่ำกว่ามาก — OTTV คิดความร้อนที่ถ่ายเทผ่านผนังด้านนอก ส่วน RTTV คิดผ่านหลังคา ค่าที่กำหนดสำหรับหลังคาต่ำกว่าผนังราว 5 เท่าในทุกประเภทอาคาร เช่นสำนักงานที่ OTTV 50 แต่ RTTV เพียง 10 วัตต์ต่อตารางเมตร เพราะในเขตร้อนหลังคารับรังสีดวงอาทิตย์เกือบตั้งฉากเกือบทั้งวัน ความเข้มรังสีต่อพื้นที่จึงสูงกว่าผนังตั้งมาก ในทางปฏิบัติแปลว่างานฉนวนใต้หลังคาและค่าการสะท้อนแสงของแผ่นหลังคามีน้ำหนักต่อการผ่านเกณฑ์สูงมาก

ใครเป็นคนตรวจ และต้องยื่นเอกสารตอนไหน — ผู้ตรวจประเมินต้องผ่านการอบรมตามเกณฑ์และได้รับการรับรองจาก พพ. เท่านั้น ส่วนการยื่นทำพร้อมกับการขออนุญาตก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคาร เพราะประกาศคณะกรรมการควบคุมอาคาร พ.ศ. 2565 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 24 มกราคม 2566 ดึง BEC เข้ามาเป็นเงื่อนไขหนึ่งของการควบคุมอาคารตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร โดย พพ. ทำงานร่วมกับกรมโยธาธิการและผังเมืองในขั้นตอนนี้

BEC ต่างจาก ASHRAE 90.1 อย่างไร — ASHRAE 90.1 ชื่อเต็มคือ Energy Standard for Sites and Buildings Except Low-Rise Residential Buildings เป็นมาตรฐานสมัครใจของสหรัฐฯ ครอบคลุมอาคารเกือบทุกประเภทยกเว้นที่พักอาศัยเตี้ย และเปิดทางพิสูจน์ทั้งแบบ prescriptive, Energy Cost Budget และ Performance Rating Method ใน Appendix G ส่วน BEC เป็นกฎหมายไทยที่บังคับเฉพาะอาคาร 9 ประเภทตามขนาดพื้นที่ และใช้ OTTV/RTTV ซึ่งเป็นดัชนีที่พัฒนาขึ้นสำหรับภูมิอากาศร้อนชื้นโดยเฉพาะ โครงการที่ทำ LEED ควบคู่ไปด้วยจึงต้องคำนวณสองชุด เพราะเกณฑ์และวิธีคิดไม่ทับกัน

แชร์:LINEFacebook
ดาวน์โหลดฟรี · ไม่ต้องรับสายขาย

รับเอกสารสรุปหัวข้อนี้เป็น PDF

บทสรุป + หัวข้อครบ + มาตรฐานอ้างอิง มีโลโก้ Saha แนบ memo/TOR ได้ทันที — ส่งเข้าอีเมลให้ด้วย

ใช้อีเมลเพื่อส่งเอกสาร + ติดต่อจากทีม Saha เท่านั้น · ไม่ส่งต่อบุคคลที่สาม

ปรึกษาฟรี · ใบเสนอราคาจริงภายใน 2 ชั่วโมง

อ่านแล้วมีคำถาม? ให้วิศวกรช่วย

บอกสิ่งที่อยากรู้สั้นๆ — วิศวกรสหวัฒนกิจช่วยเลือกสเปกที่เหมาะ พร้อมใบเสนอราคาจริง ไม่มีค่าบริการ

หรือติดต่อตรง:02-096-2118LINE: @sahawatt1988
บริการที่เกี่ยวข้อง

ต้องการให้ทีมช่วยเหลือเรื่องนี้?

ทีมงานรับเสนอราคา + จัดส่ง + ติดตั้งครบวงจรในหัวข้อที่บทความนี้พูดถึง — ใบเสนอราคาฟรี ภายใน 2 ชั่วโมง

คำถามที่พบบ่อย

1

อาคารโรงงานผลิตต้องทำ BEC ไหม

+
ไม่ ถ้าตัวอาคารนั้นเป็นอาคารผลิตล้วน ๆ เพราะกฎกระทรวงฯ พ.ศ. 2563 ระบุอาคารที่บังคับไว้ 9 ประเภท ซึ่งไม่มีโรงงานอยู่ในรายการ แต่โรงงานถูกกำกับด้วยกฎหมายคนละฉบับ คือพระราชกฤษฎีกากำหนดโรงงานควบคุม พ.ศ. 2540 ภายใต้พระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535 ซึ่งเน้นการจัดการพลังงานประจำปี ไม่ใช่การตรวจแบบตอนขออนุญาตก่อสร้าง ข้อควรระวังคืออาคารสำนักงานในพื้นที่โรงงานเดียวกัน ถ้าพื้นที่รวมทุกชั้นถึง 2,000 ตารางเมตร จะเข้าข่าย BEC ในฐานะ 'สำนักงานหรือที่ทำการ'
2

ถ้าออกแบบแล้วเปลือกอาคารไม่ผ่าน OTTV จะต้องรื้อแบบใหม่ทั้งหมดไหม

+
ไม่จำเป็น กฎหมายเปิดทางเลือกที่สองไว้ คือเกณฑ์การใช้พลังงานโดยรวมของอาคาร ถ้าระบบใดระบบหนึ่งหรือมากกว่าไม่ผ่านเกณฑ์รายระบบ ให้คำนวณพลังงานที่อาคารใช้ตลอด 1 ปี เทียบกับอาคารอ้างอิงที่มีพื้นที่ ทิศทาง และพื้นที่เปลือกอาคารแต่ละด้านเหมือนกัน ถ้าใช้พลังงานรวมต่ำกว่าอาคารอ้างอิงก็ถือว่าผ่าน วิธีนี้ทำให้ชดเชยเปลือกอาคารที่ด้อยกว่าด้วยระบบปรับอากาศหรือแสงสว่างที่ดีกว่าได้
3

ติดโซลาร์รูฟช่วยให้ผ่าน BEC ได้จริงไหม

+
ช่วยได้เฉพาะในเส้นทางเกณฑ์พลังงานรวมของอาคาร ประกาศฯ ระบุว่าถ้าอาคารผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ ให้นำค่าพลังงานไฟฟ้ารายปีที่ผลิตได้ (Photovoltaic Energy, หน่วย kWh/ปี) ไปหักออกจากค่าการใช้พลังงานโดยรวมก่อนเทียบกับอาคารอ้างอิง แต่โซลาร์ไม่ช่วยให้ค่า OTTV, RTTV หรือ LPD รายระบบผ่านโดยตรง เพราะเป็นคนละเกณฑ์กัน
4

RTTV กับ OTTV ต่างกันอย่างไร และทำไมค่า RTTV ถึงต่ำกว่ามาก

+
OTTV คือค่าการถ่ายเทความร้อนรวมผ่านผนังด้านนอกเข้าสู่พื้นที่ปรับอากาศ ส่วน RTTV คือค่าเดียวกันแต่คิดผ่านหลังคา ค่าที่กำหนดสำหรับหลังคาต่ำกว่าผนังราว 5 เท่า เช่นสำนักงานที่ OTTV 50 แต่ RTTV เพียง 10 วัตต์ต่อตารางเมตร เพราะในเขตร้อนหลังคารับรังสีดวงอาทิตย์เกือบตั้งฉากเกือบทั้งวัน ความเข้มรังสีต่อพื้นที่จึงสูงกว่าผนังตั้งมาก กฎหมายจึงบีบหลังคาให้เข้มกว่า ซึ่งแปลว่างานฉนวนใต้หลังคาและค่าการสะท้อนแสงของแผ่นหลังคามีน้ำหนักต่อการผ่านเกณฑ์สูงมาก
5

ใครเป็นคนตรวจ และต้องยื่นเอกสารตอนไหน

+
ผู้ตรวจประเมินต้องผ่านการอบรมตามเกณฑ์และได้รับการรับรองจากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ส่วนการยื่นทำพร้อมกับการขออนุญาตก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคาร เพราะประกาศคณะกรรมการควบคุมอาคาร พ.ศ. 2565 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 24 มกราคม 2566 ทำให้ BEC กลายเป็นเงื่อนไขหนึ่งของการควบคุมอาคารตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร ไม่ใช่เอกสารสมัครใจอีกต่อไป
6

BEC ต่างจาก ASHRAE 90.1 อย่างไร

+
ASHRAE 90.1 ชื่อเต็มคือ Energy Standard for Sites and Buildings Except Low-Rise Residential Buildings เป็นมาตรฐานสมัครใจของสหรัฐฯ ที่ครอบคลุมอาคารเกือบทุกประเภทยกเว้นที่พักอาศัยเตี้ย และเปิดทางเลือกการพิสูจน์ทั้งแบบ prescriptive, Energy Cost Budget และ Appendix G ส่วน BEC เป็นกฎหมายไทยที่บังคับเฉพาะอาคาร 9 ประเภทตามขนาดพื้นที่ และใช้ตัวชี้วัด OTTV/RTTV ซึ่งเป็นดัชนีที่พัฒนาขึ้นสำหรับภูมิอากาศร้อนชื้นโดยเฉพาะ โครงการที่ทำ LEED ควบคู่กันจึงต้องคำนวณสองชุด เพราะเกณฑ์และวิธีคิดไม่ทับกัน
เปรียบเทียบ — ตัดสินใจซื้อ

ตารางเปรียบเทียบที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

บทความ·8 นาที

เครื่องจักรเก่า/เสียซ้ำ — ซ่อม, ปรับปรุง (retrofit) หรือเปลี่ยนใหม่? ตัดสินจากอะไร

เครื่องจักรเสียซ้ำที่จุดเดิม ประสิทธิภาพตก หรือค่าไฟพุ่ง — ปฏิกิริยาแรกมักเป็น 'เปลี่ยนอะไหล่ตัวเดิม' หรือ 'ซื้อเครื่องใหม่' ทั้งคู่อาจผิด บทความนี้ให้กรอบตัดสิน ซ่อม/ปรับปรุง/เปลี่ยน จาก failure mode, ความวิกฤต, สภาพเครื่อง (ISO 10816/20816) และต้นทุนตลอดอายุ (แนวคิด ISO 55000) — แทนการเลือกจากค่าซ่อมที่ถูกที่สุดเฉพาะหน้า สำหรับงานโรงงานและงานราชการในไทย

อ่าน
บทความ

เลือกปั๊มอุตสาหกรรม + ป้องกัน Cavitation (NPSH): Centrifugal vs Positive Displacement + BEP + ประหยัดไฟด้วย VFD ตาม ANSI/HI–ISO สำหรับโรงงานไทย

คู่มือผู้ซื้อปั๊มกระบวนการอุตสาหกรรม: แยก Centrifugal vs Positive Displacement → คำนวณ NPSHa ป้องกัน Cavitation → ปฏิบัติตาม BEP (70–120%) → ประหยัดไฟด้วย VFD (Affinity Laws) → checklist ถามซัพพลายเออร์ + มาตรฐาน ANSI/HI–ISO 13709/API 610/API 682 สำหรับโรงงานในไทย

อ่าน
บทความ

ระบบบำบัดน้ำอุตสาหกรรม: น้ำป้อนหม้อไอน้ำ–น้ำหล่อเย็น–RO–น้ำเสีย เลือกอย่างไร + มาตรฐานน้ำทิ้งกรมโรงงาน + ASME/WHO สำหรับโรงงานไทย

คู่มือผู้ซื้อระบบบำบัดน้ำอุตสาหกรรม: แยกสตรีม boiler feedwater–cooling water–process/RO water–wastewater → เลือกกระบวนการบำบัดให้ถูกสตรีม → ตัวอย่าง cycles-of-concentration → checklist ถามผู้รับเหมา + มาตรฐาน ASME/ABMA/WHO/กรมโรงงาน/กรมควบคุมมลพิษ สำหรับโรงงานในไทย

อ่าน
บทความ

โรงงานควบคุมคืออะไร — เกณฑ์ 1,175 kVA, รายงานการจัดการพลังงาน 8 ขั้นตอน + ISO 50001 (คู่มือโรงงานไทย 2026)

เช็คว่าโรงงาน/อาคารของคุณเข้าข่าย 'โรงงานควบคุม' ไหม (1,000 kW · 1,175 kVA · 20 ล้าน MJ/ปี), หน้าที่ตาม พ.ร.บ.อนุรักษ์พลังงาน — ผู้รับผิดชอบด้านพลังงาน + รายงาน 8 ขั้นตอนส่ง พพ. ภายใน มี.ค. + บทปรับพินัยสูงสุด 200,000 บาท + ISO 50001 + มาตรการประหยัดเรียงตาม ROI

อ่าน